วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ทรัพย์อยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ป.วิ.อ. ม. 43, ม. 44, ม. 44/1, ม. 85
            โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวน 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน 
            แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้ง และแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวน 
            เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย และพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน อันเป็นค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคแรกและวรรคสาม กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์ เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนนั้นนับแต่วันละเมิด

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

รถของกลาง

หมวด 4 
รถของกลาง 

                 ข้อ 69  การจะใช้อำนาจยึดรถของกลางไม่ว่ากรณีใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องคำนึงด้วยว่ามีกฎหมายให้อำนาจที่จะยึดไว้เป็นรถของกลางได้เพียงใดหรือไม่ ในกรณีที่มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์รถของกลาง เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ควรยึดรถของกลางไว้ แต่ให้แนะนำคู่กรณีไปดำเนินการฟ้องร้องกันเองทางศาล สำหรับรถของกลางนั้น ให้พนักงานสอบสวนบันทึกเหตุผลที่ไม่ยึดรถของกลาง รวมทั้งพฤติการณ์แห่งเรื่อง ไว้ให้ปรากฏในบันทึกรายงานประจำวันด้วย
                  กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถของกลางไว้แล้ว ให้ผู้ยึดหรือผู้จับกุมรีบนำรถดังกล่าวส่งพนักงานสอบสวนโดยด่วน หากนำส่งล่าช้าให้บันทึกเหตุผลในการนำส่งล่าช้าไว้ด้วย และให้พนักงานสอบสวนประกาศหาเจ้าของหรือผู้มีสิทธิเพื่อมาขอรับรถคืนไป

                 ข้อ 70  เมื่อพนักงานสอบสวนได้ประกาศหาเจ้าของหรือผู้มีสิทธิรับรถคืนครบกำหนด 6 เดือนนับแต่วันยึดรถแล้ว และพนักงานสอบสวนเห็นว่ารถของกลางนั้นอาจหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สิน และไม่เป็นประโยชน์ในการพิสูจน์ทางคดีต่อไป ให้เสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาด ดำเนินการขายทอดตลาดตามข้อ 76 แต่ก่อนจะขายทอดตลาด พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการตามข้อ 71 ข้อ 72 ข้อ 74 และข้อ 75 แล้ว
                  ในกรณีที่มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์รถของกลาง และเมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ให้พนักงานสอบสวนฟังผลการพิจารณาของศาลก่อน แล้วจึงจะดำเนินการตามระเบียบนี้ต่อไป

                 ข้อ 71  ให้พนักงานสอบสวนและผู้นำส่งรถของกลางลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับรถของกลาง อันจะเป็นเหตุให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิจะรับรถของกลางคืนนั้น ทราบว่าเป็นรถของตนและสามารถพิสูจน์ได้ตามมาตรา 1327 วรรคสอง แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อความในบันทึกให้มีรายการดังต่อไปนี้
                  (1) ลักษณะรถ
                  (2) หมายเลขทะเบียนรถ
                  (3) ประเภทรถ
                  (4) ชื่อชนิดรถ (แบบ/รุ่น/ปีที่ผลิต)   
                  (5) สี (ถ้ามีหลายสีให้ลงรายละเอียดให้ชัดเจน) 
                  (6) เลขหมายเครื่องยนต์และเลขหมายตัวถัง รวมทั้งตำแหน่งที่อยู่ของเลขหมายดังกล่าว
                  (7) อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวรถของกลาง เช่น วิทยุ เครื่องเสียง เครื่องมือ ล้ออะไหล่ ฯลฯ 
                  (8) รายละเอียดอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อบ่งชี้ลักษณะของรถ

                ข้อ 72  ในระหว่างดำเนินการตามข้อ 69 ข้อ 70 และข้อ 71 ให้พนักงานสอบสวนทำการสืบสวนหาผู้ที่เป็นเจ้าของรถ หรือที่มาของรถ โดยไม่ชักช้า และดำเนินการดังต่อไปนี้
                  (1) ตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียนรถ
                  (2) ตรวจสอบใบคู่มือจดทะเบียนรถ
                  (3) ตรวจสอบป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปี
                  (4) สอบถามไปยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรว่ามีการแจ้งหายที่ได้หรือไม่ ถ้ามีการแจ้งหายในท้องที่ของสถานีตำรวจใด ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบติดต่อกับท้องที่นั้น ให้นำหลักฐานการแจ้งหายมาแสดง เพื่อขอรับรถหรือพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้มีสิทธิ มาขอรับรถต่อไป
                 ให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรดำเนินการตรวจสอบและแจ้งผลการดำเนินการให้พนักงานสอบสวนทราบโดยมิชักช้า

                ข้อ 73  หากปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของรถหรือผู้มีสิทธิจะรับรถ ก็ให้ติดต่อผู้นั้นมาขอรับรถคืนไป

                ข้อ 74  หากผลการตรวจสอบปรากฏว่ายังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของรถหรือผู้มีสิทธิขอรับรถ ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางดำเนินการโดยเร่งด่วน ดังนี้
                   (1) กรณีไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนรถ ต้องตรวจสอบเลขหมายเครื่องยนต์เลขหมายตัวถัง แล้วแจ้งเลขใหม่ดังกล่าวพร้อมชื่อ ชนิดรถ (แบบ/รุ่น/ปีที่ผลิต) ชื่อเครื่องยนต์ เพื่อตรวจสอบไปยัง 
                         ก) กรมการขนส่งทางบก
                         ข) บริษัทตัวแทนจำหน่าย
                         ค) บริษัทผู้ผลิต
                         ง) กองทะเบียนประวัติอาชญากร
                   (2) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลขหมายเครื่องยนต์หรือเลขหมายตัวถัง ต้องนำรถของกลางส่งกองพิสูจน์หลักฐานกลาง หรือศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 - 10  เพื่อตรวจสอบเลขหมายที่แท้จริง หากทราบเลขใหม่แล้ว ให้ดำเนินการตรวจสอบตาม (1) เพื่อทราบตัวเจ้าของรถต่อไป ถ้าไม่ทราบเลขหมายที่แท้จริง ให้ส่งรถของกลางไปให้บริษัทผู้ผลิต เพื่อตรวจสอบเลขหมายที่แท้จริงต่อไป และผลการตรวจสอบของบริษัทตัวแทนจำหน่ายหรือบริษัทผู้ผลิต ไม่ปรากฏว่ามีบริษัทใดเป็นผู้นำเข้าหรือเป็นผู้ผลิต ก็ให้ตรวจสอบว่าเป็นรถที่มีผู้นำเข้าโดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์หรือไม่ หากไม่ปรากฏหลักฐานการเสียภาษีศุลกากร ก็ให้ส่งรถของกลางดังกล่าวให้กรมศุลกากรดำเนินการตามกฏหมายว่าด้วยศุลกากรต่อไป

                ข้อ 75  การตรวจสอบหลักฐานหรือส่งรถของกลางไปตรวจพิสูจน์ตามข้อ 72 และข้อ 74 ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันยึดรถ หากไม่เสร็จสิ้นภายในกำหนด ให้เสนอขออนุมัติขยายเวลาต่อผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาดตามข้อ 76 เพื่อพิจารณาสั่งการ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้ดำเนินการขายทอดตลาดไป

                ข้อ 76  เมื่อได้ประกาศหาเจ้าของหรือผู้มีสิทธิตามข้อ 69 และข้อ 70 ให้ดำเนินการตามข้อ 74 แล้ว ไม่มีบุคคลใดมาแสดงความเป็นเจ้าของรถของกลางดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับการซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาด และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาดตั้งคณะกรรมการขายทอดตลาดไม่น้อยกว่า 3 นาย ประกอบด้วยสารวัตรขึ้นไปอย่างน้อย 1 นาย และกรรมการอื่นๆ ต้องเป็นนายตำรวจสัญญาบัตรร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินการขายทอดตลาด
                ข้อ 77  ก่อนขายทอดตลาดให้คณะกรรมการขายทอดตลาดตามข้อ 76 ดำเนินการประเมินราคารถจากห้างร้านอย่างน้อย 3 ร้าน เพื่อพิจารณาเปรียบเทียบราคากลางและให้ใช้ราคาประเมินที่สูงที่สุดจากจำนวน 3 ร้าน เป็นราคาขายทอดตลาดเพื่อให้ทางราชการได้รับประโยชน์สูงสุด

                ข้อ 78  สำหรับวิธีการขายทอดตลาดให้ปฏิบัติตามกฏหมายหรือระเบียบที่ว่าด้วยการนั้น

                ข้อ 79  เมื่อขายทอดตลาดได้เงินจำนวนเท่าใด ให้นำเงินดังกล่าวฝากไว้ที่กองบังคับการหรือกองบัญชาการต้นสังกัดที่เป็นหน่วยงานผู้เบิก เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 1327 แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ ยังไม่มีผู้ใดแสดงความเป็นเจ้าของ ให้นำเงินดังกล่าวส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน หากระหว่างนั้นมีผู้มาแสดงความเป็นเจ้าของรถของกลาง ให้ตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัดแล้วให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้นั้น โดยขออนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาดตามข้อ 76 เสียก่อน

                ข้อ 80  เมื่อได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวนตามข้อ 70 ว่ารถของกลางนั้น หากหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สิน และไม่เป็นประโยชน์ในการพิสูจน์ทางคดีต่อไป ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาดตามข้อ 76 พิจารณา หากเห็นชอบด้วยก็ให้ดำเนินการขายทอดตลาดรถของกลางนั้นตามวิธีการดังกล่าวข้างต้น

(ข้อคิดเห็น - การยึดรถต้องคำนึงถึงกฎหมายที่ให้อำนาจไว้แล้ว โดยรีบมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อบันทึกรายละเอียดและสืบสวนจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน เพื่อหาผู้มีสิทธิมารับคืน ถ้าครบกำหนด 6 เดือน แล้วรถจะเสียหาย ก็ให้ดำเนินการขายทอดตลาดก็ได้ แต่ถ้ามีการฟ้องร้องโต้แย้งกันในชั้นศาล ก็ให้ฟังผลการตัดสินคดีก่อน) 

เรือของกลาง

หมวด 3 
เรือของกลาง 

                 ข้อ 67  เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับมอบเรือของกลางจากเจ้าพนักงานตำรวจ ให้ดำเนินการ ดังนี้ 
                   (1)  จัดทำบัญชีรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ เครื่องประกอบเรือ รวมทั้งทรัพย์สินต่าง ๆ และจัดทำป้ายระบุเลขคดีอาญา วันที่จับกุม ชื่อผู้จับกุม และหน่วยงาน ข้อกล่าวหา สถานีตำรวจที่รับคดี ไว้ที่เรือ แล้วส่งมอบเรือให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางเพื่อการเก็บรักษาไว้
                   (2)  ในการดูแลรักษาเรือซึ่งมีเครื่องประกอบเรือรวมทั้งทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ยึดไว้ หากสามารถทำการตกลงกับหน่วยงานราชการอื่นได้ เช่น กรมเจ้าท่า กรมประมง ฯลฯ ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางมอบการดูแลรักษาเรือให้กับหน่วยงานราชการดังกล่าว โดยให้จัดทำบันทึกการดูแลรักษาเรือไว้เป็นหลักฐานในสมุดยึดทรัพย์ของกลางด้วย
                          หากไม่สามารถทำการตกลงกับหน่วยราชการอื่นได้ ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางมอบเรือให้สถานีตำรวจน้ำ กองบังคับการตำรวจน้ำ ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของตน เป็นผู้ดูแลรักษาเรือของกลาง แต่หากไม่มีสถานีตำรวจน้ำ กองบังคับการตำรวจน้ำ อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ จะเก็บรักษาเรือไว้ในสถานที่ของเอกชนซึ่งมิได้มีส่วนได้เสียในคดีก็ได้ โดยค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาให้เบิกจ่ายตามระเบียบของทางราชการ
                   (3) กรณีทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ในเรือเป็นของเสียง่ายหรือกรณีที่เรือ เครื่องประกอบเรือ และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ในเรือที่ถูกยึดหรือควบคุมไว้ หากหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหาย อาจเกิดอันตรายต่อการเดินเรือ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรืออาจเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออาจมีค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับมูลค่าของเรือเครื่องประกอบเรือและทรัพย์สินที่อยู่ในเรือ หัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน หรือผู้รักษาการแทนอาจดำเนินการให้เอาเรือ เครื่องประกอบเรือ และทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดก็ได้
                         การขายทอดตลาดเรือ เครื่องประกอบเรือ และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ในเรือที่ถูกยึดไว้ให้ดำเนินการตามข้อ 48 เมื่อได้เงินจากการขายทอดตลาดมาแล้วให้หักค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาด ทั้งนี้ ในการรับเงินและการเก็บรักษาเงินให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ

                 ข้อ 68  การปฏิบัติต่อเรือของกลางที่เจ้าพนักงานอื่นได้ใช้อำนาจตามกฏหมายเฉพาะยึดไว้ ให้ถือปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว

(ข้อคิดเห็น - กรณีไม่มีกฎหมายเฉพาะให้ยึดเรือไว้ได้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับมอบเรือที่ถูกยึด ให้จัดทำบัญชีและรายละเอียดต่าง ๆ แล้วมอบให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลรักษา แต่ถ้าตกลงไม่ได้ ก็มอบให้สถานีตำรวจน้ำดูแลรักษา ถ้าไม่มี ก็ให้เก็บรักษาไว้กับเอกชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ส่วนของในเรือที่เสียง่ายนั้น ให้หัวหน้าสถานีตำรวจที่รับผิดชอบคดีนำออกขายทอดตลาดก็ได้)

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ไม้ของกลาง

หมวด 2 
ไม้ของกลาง

                 ข้อ 62  การปฏิบัติต่อไม้ของกลางตามระเบียบนี้ ได้แก่ บรรดาไม้ ของป่า สิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้ สัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า เครื่องมือเครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่ตรวจยึดได้ในคดีความผิดเกี่ยวกับการป่าไม้ 

                 ข้อ 63  ของกลางที่ตรวจยึดได้ในคดีความผิดเกี่ยวกับการป่าไม้ทุกชนิด ยกเว้นของกลางที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฯ มอบให้กรมป่าไม้รับไปดูแลรักษาและจัดการตามระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเร็ว
                 ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและจัดการของกลางตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้
                 สำหรับของกลางที่เป็นอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด ให้ส่งมอบพนักงานสอบสวนรับไปเก็บรักษาและดำเนินการตามระเบียบนี้ 
                 กรณีของกลางประเภทเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และดอกไม้เพลิงที่มีลักษณะเสื่อมสภาพ หากเก็บรักษาไว้อาจเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบดำเนินการขออนุมัติทำลายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

                ข้อ 64  ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนดำเนินคดีความผิดตามกฏหมายว่าด้วยป่าไม้ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
                 ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด หรือรู้ตัวผู้กระทำความผิดแต่ผู้กระทำความผิดหลบหนีไป และไม่มีผู้ใดโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในของกลางนั้น ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ประกาศโฆษณาหาเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์โดยประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ ที่ทำการของพนักงานสอบสวน ที่ทำการกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน และที่พบหรือที่ตรวจยึดของกลางนั้น ไม่น้อยกว่า 30 วัน เมื่อพ้นกำหนดแล้วไม่มีผู้ใดอ้างกรรมสิทธิ์ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้รับผิดชอบดูแลรักษาของกลางนั้นทราบ เพื่อดำเนินการตามกฏหมายหรือระเบียบต่อไป
                 ในกรณีไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนและงดการสอบสวน โดยปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการสืบสวนและงดการสอบสวน ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น

                 ข้อ 65  ของกลางที่ตรวจยึดไว้ตามข้อ 63 ยกเว้นของกลางที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฯ หากเป็นของที่เสียง่าย หรือถ้ารอจนคดีถึงที่สุดจะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของกลาง ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางขอความเห็นชอบจากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบในคดีนั้น เพื่อดำเนินการจำหน่ายหรือทำลายในระหว่างคดี แล้วแต่กรณี ตามระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ร่วมกับพนักงานสอบสวนจัดการบันทึกรายละเอียดตำหนิรูปพรรณตลอดจนร่องรอยหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับของกลางนั้นไว้ก่อนเมื่อจำหน่ายแล้วได้เงินจำนวนสุทธิเท่าใดให้ถือไว้แทนของกลางนั้น
                 ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น 

                ข้อ 66  ของกลางที่เจ้าพนักงานตรวจยึดไว้ตามมาตรา 64 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 ถ้ามีผู้ร้องขอคืนในระหว่างคดี ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีแจ้งให้ป่าไม้เขตหรือป่าไม้จังหวัดท้องที่ผู้รักษาของกลางแล้วแต่กรณีพิจารณาเสนอกรมป่าไม้ เพื่อดำเนินการขออนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมาตรา 64 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จึงจะคืนให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิไปได้

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป ของกลางที่เกี่ยวข้องกับความผิดเกี่ยวกับการป่าไม้ ให้มอบกรมป่าไม้รับไปดูแลรักษา เว้นแต่ของกลางตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฯ ส่วนของกลางที่เป็นของที่เสียง่าย หรือเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วน ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ขอความเห็นชอบจากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีนั้นก่อนจะดำเนินการตามระเบียบ ส่วนของกลางที่ไม่มีผู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์หลังจากที่พนักงานสอบสวนประกาศโฆษณาหาเจ้าของ ไม่น้อยกว่า 30 วันแล้ว ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป ส่วนการขอคืนของกลางระหว่างดำเนินคดี พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งป่าไม้เขตหรือป่าไม้จังหวัด เพื่อขออนุมัติ รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อน จึงจะคืนให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิไปได้)

อาวุธปืนของกลาง

ลักษณะ 6  
ของกลางที่มีการปฏิบัติเป็นพิเศษ

หมวด 1 
อาวุธปืนของกลาง

                 ข้อ 53  การเก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ให้ดำเนินการ ดังนี้ 
                  (1) ให้เก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ที่สถานีตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน หรือหน่วยงานที่เก็บรักษาอาวุธปืน จนถึงกรณีที่ต้องส่งให้กองสรรพาวุธตามข้อ 59 
                  (2) ในระหว่างที่เก็บรักษา ให้หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน หรือ หัวหน้าหน่วยที่เก็บรักษาอาวุธปืน ซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนและดำเนินการกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตามข้อ 61 โดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 30 กันยายน ของทุกปี

                 ข้อ 54  ให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และกองสรรพาวุธ เป็นหน่วยตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

                 ข้อ 55  ให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฏหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน เฉพาะอาวุธปืนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องต่ำกว่า 40 มิลลิเมตร และเครื่องกระสุนปืน (กระสุนโดด กระสุนปลาย เครื่องหรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำหรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน) ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่ำกว่า 40 มิลลิเมตร โดยมีวัตถุประสงค์การตรวจพิสูจน์ ดังนี้
                 (1) ของกลาง (ปืน ปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืน) ใช้ยิงมาแล้ว หรือไม่
                 (2) ของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ตามกฏหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนหรือไม่  
                 (3) ของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนชนิดใด และมีขนาดใด  
                 (4) ของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้หรือไม่ 
                 (5) ของกลางใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตหรือทำลายวัตถุได้หรือไม่
                 (6) อาวุธปืนของกลางมีรอยขูดลบแก้ไข เครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนหรือไม่
                 (7) ตรวจเปรียบเทียบลูกกระสุนปืน/ปลอกกระสุนปืนที่ได้จากที่เกิดเหตุกับอาวุธต้องสงสัย
                การตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง นอกเหนือจากกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของกองสรรพาวุธ

                ข้อ 56  ให้พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่หน่วยตรวจพิสูจน์โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัย
                ให้กองสรรพาวุธ สำนักงานส่งกำลังบำรุง มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง นอกเหนือจากกรณีข้อ 55 และมีหน้าที่ตรวจพิสูจน์ยุทธภัณฑ์ของกลางตามกฏหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์

               ข้อ 57  ให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ หรือกองสรรพาวุธ ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางให้แล้วเสร็จภายใน 20 วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับ หากมีเหตุผลความจำเป็นไม่สามารถตรวจพิสูจน์ให้แล้วเสร็จ ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ประสานแจ้งพนักงานสอบสวนเป็นกรณี ๆ ไป

               ข้อ 58  พนักงานสอบสวนจะต้องไปรับผลการตรวจพิสูจน์พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางกลับไปจากหน่วยตรวจพิสูจน์ ภายใน 7 วันทำการ นับจากวันที่ครบกำหนดตามข้อ 57 หรือวันที่ได้รับแจ้งจากผู้ตรวจพิสูจน์ว่าผลการตรวจพิสูจน์แล้ว เสร็จ 

               ข้อ 59  การปฎิบัติในการส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่ต้องส่งให้กองสรรพาวุธเก็บรักษา มีดังนี้   
               (1) เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบเป็นของแผ่นดิน
               (2) นอกจากกรณีตาม (1) ต้องเป็นกระสุนปืนของกลางในคดีอาญาที่ตกเป็นของแผ่นดินตามกฏหมาย
               (3) กรณีไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดหรือคดีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดแต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ ให้ส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางให้กองสรรพาวุธเมื่อพ้นอายุความคดีอาญา ยกเว้นกรณีตาม (4) 
               (4) กรณีคดีไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด รวมทั้งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็น ยุทธภัณฑ์ ถ้าในขณะยึดไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี และไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี เพื่อขอรับคืนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ยึดไว้ซึ่งตกเป็นของรัฐตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ให้ส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางให้กองสรรพาวุธ เมื่อของกลางนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

              ข้อ 60  เมื่อกองสรรพาวุธได้รับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่ส่งให้เก็บรักษาแล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้ 
               (1) ถ้าเป็นยุทธภัณฑ์ ให้ดำเนินการส่งให้กระทรวงกลาโหมเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควรตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530
               (2) ถ้าไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจแยกประเภท เพื่อดูว่าเอาคืนมีสภาพใช้การได้ และมีมาตรฐานตรงกับความต้องการตามที่ทางราชการกำหนดไว้ ให้ขึ้นทะเบียนไว้ใช้ในราชการ หากอาวุธปืนกระบอกใดชำรุดจนถึงขนาดซ่อมแซมไม่ได้หรือใช้การไม่ได้ ให้ทำลายหรือถอดปรนเอาชิ้นส่วนที่ใช้การได้ไว้ใช้ในราชการต่อไป สำหรับเครื่องกระสุนปืนให้จัดการทำลายโดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 30 กันยายนของทุกปี 
              การขึ้นทะเบียนไว้ใช้ในราชการ การทำลาย หรือการผ่อนปรนเอาชิ้นส่วนที่ใช้การได้ไว้ใช้ในราชการ ให้ขออนุมัติต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ถือปฏิบัติเป็นไปตามที่กฎหมายหรือระเบียบได้กำหนดไว้

              ข้อ 61  หากเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ทุกชนิดที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน ให้สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนหรือหน่วยงานที่เก็บรักษาอาวุธปืนตั้งคณะกรรมการทำลาย โดยได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาระดับผู้บังคับการของหน่วยงานดังกล่าวและทำลายให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 30 กันยายนของทุกปี ทั้งนี้ เกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานส่งกำลังบำรุงกำหนด

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางต้องมีการเก็บรักษาและมีการตรวจสอบเป็นประจำทุกปี หน่วยงานที่ทำการตรวจพิสูจน์ คือ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ แต่ถ้ามีขนาดเกินกว่าที่กำหนดไว้หรือยุทธภัณฑ์ให้เป็นหน้าที่ของ กองสรรพาวุธ ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนควรรีบส่งไปตรวจพิสูจน์ภายใน 3 วัน หน่วยงานที่ตรวจพิสูจน์ควรตรวจให้เสร็จภายใน 20 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วพนักงานสอบสวนควรรีบขอรับคืนภายใน 7 วัน สถานีตำรวจสามารถตั้งคณะกรรมการทำลายอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ทุกชนิดที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนได้ ส่วนอาวุธปืนนอกเหนือจากนี้ให้เลือกพิจารณาจัดส่งกองสรรพาวุธเก็บรักษาเพื่อดำเนินการตามที่กำหนดไว้ข้างต้น)   

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

การจำหน่ายของกลาง

ลักษณะ 5 
การจำหน่ายของกลาง

                 ข้อ 47  วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการคืนของกลาง ให้ถือปฏิบัติดังนี้
                 (1)  ของกลางในคดีอาญา ที่ทราบตัวผู้มีสิทธิจะได้รับคืนอยู่แล้ว เมื่อผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางได้แจ้งหรือประกาศให้ทราบ แต่ผู้นั้นยังไม่มารับของคืนไปเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่แจ้งหรือประกาศให้ทราบ ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน และให้หมายเหตุไว้ในบัญชีแล้วจัดการต่อไปดั่งเช่นของกลางที่ต้องริบ
                 (2)  ของกลางในคดีอาญาที่ไม่ทราบตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืน ให้ประกาศหาเจ้าของภายใน 5  ปี นับแต่วันประกาศ ไม่ได้ตัวผู้มีสิทธิมารับของนั้น ก็ให้ริบเป็นของแผ่นดิน และให้จัดการทำนองเดียวกับ (1) 
                 อนึ่ง ถ้าปรากฏตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืนในระหว่างเวลาประกาศ และผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางได้แจ้งให้ทราบแล้ว แต่ผู้นั้นยังไม่มารับของคืนไปเช่นนี้ การที่จะให้ของกลางนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ให้ถือกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้มีสิทธิได้ทราบ ถ้ากำหนดเวลา 5 ปี ที่ประกาศไว้จะถึงกำหนดเวลาที่เร็วกว่า ก็ให้ถือกำหนดเวลาที่เร็วกว่านั้น 
                 (3)  ของกลางอย่างอื่นที่ปรากฏตัวผู้มีสิทธิจะได้รับตามกฏหมายแล้ว แต่ผู้นั้นยังไม่มารับของไป ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 10 ปี หรือสังหาริมทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นมีสิทธิจะได้รับของไปจากผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน และจัดการทำนองเดียวกับ (1) ทั้งนี้ ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางแจ้งหรือประกาศให้ผู้นั้นมารับของคืนไป 
                 (4)  การแจ้งของผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง ให้มีหนังสือแจ้งผู้มีสิทธิทราบโดยตรง หากไม่สามารถแจ้งโดยตรงได้ ให้แจ้งโดยวิธีอื่นแทน เช่น ปิดหนังสือแจ้งไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้มีสิทธิ หรือประกาศ หรือลงโฆษณา หรือวิธีอื่นใดตามความสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลา 15 วัน หรือระยะเวลานานกว่านั้น ตามที่ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางเห็นสมควร นับแต่วันที่ได้ปิดหนังสือแจ้งหรือลงโฆษณาหรือวิธีอื่นใด ให้ถือว่าผู้มีสิทธิได้รับทราบการแจ้งของเจ้าหน้าที่แล้ว
                 (5)  ถ้าของกลางรายใดเป็นของเสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหาย เสื่อมค่า หรือเสื่อมราคา หรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะเกินส่วนกับค่าของกลาง ให้จัดการขายทอดตลาดก่อนได้ เว้นแต่การขายทอดตลาดหากหน่วงช้าไปจะทำให้เกิดความเสียหายไม่ทันการณ์ และจำเป็นต้องใช้วิธีการอื่นที่เหมาะสมแทน
                 ก่อนที่จะขายทอดตลาดให้จัดการตามสมควรเพื่อบันทึกรายการอันเป็นเครื่องให้บุคคลผู้มีสิทธิจะได้รับของกลางนั้น อาจทราบว่าเป็นทรัพย์ของตนและพิสูจน์สิทธิได้ เมื่อขายแล้วได้เงินเป็นจำนวนสุทธิเท่าใด ให้ถือไว้แทนของกลาง 
                 (6)  ของกลางคดีอาญาที่ตกเป็นของแผ่นดิน และเป็นของควรขายให้แก่บุคคลที่มีได้โดยชอบด้วยกฏหมาย ก็ให้ขายได้ เว้นแต่มีกฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

                 ข้อ 48  การขายทอดตลาดของกลาง ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนแล้วแต่กรณี สั่งตั้งคณะกรรมการอย่างน้อย 3 นาย ประกอบด้วยนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นกรรมการดำเนินการขายทอดตลาดต่อไป
                 เมื่อคณะกรรมการได้รับคำสั่งให้จัดการขายทอดตลาดแล้ว ให้ประกาศขายทอดตลาดโดยกำหนดวันขายภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ถ้าเป็นของเสียง่ายหรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหาย เสื่อมค่า เสื่อมราคา หรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะเกินส่วนค่าของกลางนั้น จะกำหนดวันขายให้เร็วกว่านั้นก็ได้
                 ประกาศขายทอดตลาดให้ระบุรายการจำนวนสิ่งของ วันเวลา และสถานที่ที่จะขายทอดตลาด ตลอดจนรายละเอียดเงื่อนไข วิธีการขาย และการชำระราคาไว้ด้วย โดยให้ปิดประกาศไว้ที่สถานีตำรวจ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ และสถานที่ประกาศสาธารณะอย่างน้อย 2 แห่ง ถ้าของนั้นมีราคามาก ให้ประกาศแจ้งความทางวิทยุในเครือข่ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยอีกส่วนหนึ่ง 
                 วิธีการขายทอดตลาดให้ปฏิบัติตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยให้คณะกรรมการจัดการขายให้แก่ผู้ให้ราคาสูงสุด ถ้ามีเหตุที่ทำให้ผู้ให้ราคาสูงสุดไม่สามารถจะซื้อได้หรือราคาที่มีผู้ให้สูงสุดไม่สมกับของที่จะขาย คณะกรรมการจะไม่ขายและจัดให้มีการขายทอดตลาดใหม่ตามวิธีการเดิมก็ได้   
                 ผู้ซื้อทอดตลาดจะต้องชำระเงินสดหรือตามวิธีการที่กำหนดและรับของไปในวันนั้น ถ้าของที่ขายเป็นของใหญ่ หรือมีราคามาก จะขอรับของหรือชำระราคาในวันหลังก็ได้ โดยให้เรียกมัดจำไว้เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของราคาที่ตกลงซื้อขายนั้น ระยะเวลาที่รับของหรือชำระราคา ส่วนที่เหลือจะต้อง ไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันขายทอดตลาด โดยให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้เป็นหลักฐาน 

                 ข้อ 49  ของกลางสิ่งใดที่จะขายทอดตลาด ถ้าเห็นว่าของกลางนั้นเป็นประโยชน์ใช้ในราชการตำรวจได้ ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือผู้กำกับการหรือเทียบเท่า หรือผู้รักษาราชการแทน รายงานเสนอเหตุผลไปยังผู้บังคับการ หรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้พิจารณาสั่งก่อนการขายทอดตลาด ทั้งนี้ ให้ถือปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการนำมาใช้ประโยชน์ในทางราชการ 

                  ข้อ 50  ของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดินและเป็นของที่ชำรุดเสียหายไม่มีราคาหรือเป็นของที่ปราศจากราคาโดยสภาพของมันเอง หรือเป็นของบุคคลไม่อาจมีได้โดยชอบหรือเป็นของที่ไม่ควรขาย ให้สำรวจเสนอหัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน แล้วแต่กรณี สั่งทำลายหรือส่งไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการนั้นต่อไป 

                   ข้อ 51  ของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดินและเป็นโบราณวัตถุ ของแปลกประหลาดซึ่งควรจะเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่อื่นใด ไม่ให้ขายหรือทำลาย ให้ส่งไปยังหน่วยงานหรือสถานที่นั้น

                   ข้อ 52  ของกลางรายใดสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ถ้ามีผู้อ้างเป็นเจ้าของ ให้ผู้อ้างนำหลักฐานมาแสดง หากนำหลักฐานมาแสดงไม่ได้หรือไม่นำมามอบ ให้พนักงานสอบสวนส่งของกลางนั้นไปตรวจสอบที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 - 10 พิสูจน์หลักฐานจังหวัด กองสรรพาวุธ หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์ของกลางอื่น แล้วแต่กรณี  ถ้าไม่ตรงกับตำหนิรูปพรรณทรัพย์ที่มีผู้มาแจ้งความไว้ ให้หน่วยงานดังกล่าวประกาศโฆษณาหาเจ้าของ เช่นเดียวกับการเก็บของตกที่มีผู้เก็บได้

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป การคืนของกลางมีกำหนดเวลาดังที่ได้กล่าวไว้แล้วตามลักษณะ 4 ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางเป็นผู้แจ้งให้ผู้มีสิทธิได้รับทราบ แต่ถ้าพ้นกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่ได้แจ้ง ก็ให้ถือว่าผู้มีสิทธิได้รับทราบการแจ้งนั้นแล้ว ถ้าเป็นของเสียง่ายก็ให้จัดการขายทอดตลาดก่อนได้ ส่วนของกลางคดีอาญาที่ตกเป็นของแผ่นดินและควรขายให้แก่บุคคลที่มีได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ขายได้ ในการขายทอดตลาดให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้าหน่วยงานแล้วแต่กรณีสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดการขายทอดตลาดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เว้นแต่เป็นของเสียง่าย ส่วนของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดินและชำรุดเสียหายไม่มีราคา ก็ให้สั่งทำลายหรือส่งไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการนั้นต่อไป ส่วนของการที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่มีหลักฐานมาแสดง ให้พนักงานสอบสวนส่งของกลางนั้นไปตรวจสอบที่กองทะเบียนประวัติอาชญากรหรือที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบตำหนิรูปพรรณทรัพย์และโฆษณาหาเจ้าของ)

การคืนของกลางเมื่อคดีถึงที่สุด

ลักษณะ 4
การคืนของกลางเมื่อคดีถึงที่สุด

              ข้อ 43  ภายใต้บทบัญญัติตามมาตรา 1327 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การคืนของกลาง ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
              (1)  ของกลางในคดีอาญาที่ทราบตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืน เมื่อผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางได้แจ้งหรือประกาศให้ทราบ แต่ผู้นั้นยังไม่มารับของคืนไปเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่แจ้งหรือประกาศให้ทราบให้ตกเป็นของแผ่นดิน และให้หมายเหตุไว้ในบัญชีแล้วจัดการต่อไปดั่งเช่นของกลางที่ต้องริบ
              (2)  ของกลางในคดีอาญาที่ไม่ทราบตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืน ให้ประกาศหาเจ้าของภายใน 5 ปี นับแต่วันประกาศ ไม่ได้ตัวผู้มีสิทธิมารับของนั้น ก็ให้ริบเป็นของแผ่นดินและให้จัดการทำนองเดียวกัน
              อนึ่ง ถ้าปรากฏตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืนในระหว่างเวลาประกาศและผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางได้แจ้งให้ทราบแล้ว แต่ผู้นั้นยังไม่มารับของคืนไป เช่นนี้ การที่จะตกเป็นของแผ่นดินให้ถือกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้มีสิทธิได้ทราบ ถ้ากำหนดเวลา 5 ปี ที่ประกาศไว้จะถึงกำหนดเวลาที่เร็วกว่า ก็ให้ถือกำหนดเวลาที่เร็วกว่านั้น 
              (3)  ของกลางอย่างอื่นที่ปรากฏตัวผู้มีสิทธิจะได้รับตามกฏหมายแล้ว แต่ผู้นั้นยังไม่มารับของไป ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 10 ปี หรือสังหาริมทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นมีสิทธิจะได้รับของไปจากผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน และจัดการทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้ ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางแจ้งหรือประกาศให้ผู้นั้นมารับของคืนเสีย
              (4)  การแจ้งหรือประกาศของผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางไม่จำเป็นจะต้องฟังว่า ผู้มีสิทธิควรจะได้รับ ไม่ได้ทราบข้อความที่แจ้งหรือประกาศให้ผู้นั้นได้รับของคืน แต่ถ้าภายในกำหนดเวลาที่กล่าวนั้นผู้มีสิทธิควรได้รับ ได้แสดงความประสงค์ที่จะรับของคืน แต่มีเหตุขัดข้องมารับของนั้นไปไม่ได้ ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางพิจารณา ถ้าเห็นเป็นความจำเป็นจะผ่อนผันให้เวลาแก่ผู้นั้นต่อไปอีกตามสมควรก็ได้
                    ถ้าผู้มีสิทธิควรได้รับของกลางนั้นแสดงความจำนงว่าไม่ต้องการรับของคืนและขอมอบให้แก่แผ่นดิน ดังนี้ ให้ผู้มีหน้าที่จัดการบันทึกให้ผู้นั้นลงนามไว้เป็นหลักฐานในรายงานประจำวันและในบัญชีของกลางให้เรียบร้อย แล้วจัดการจำหน่ายของกลางนั้นต่อไปตามระเบียบ

               ข้อ 44  ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ระหว่างที่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ให้ถือปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยกำหนดวิธีการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ และแนวทางตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด

                ข้อ 45  ของกลางที่พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายใช้ดุลพินิจในการสั่งคืนของกลางให้กับเจ้าของหรือผู้มีสิทธิขอรับคืนตามมาตรา 85 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยให้พิจารณาสั่งคืนเป็นหลัก เว้นแต่มีเหตุความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยึดไว้เพื่อเป็นหลักฐานหรือประกอบการพิจารณาคดีหรือพิสูจน์ความผิดต่อไป

                ข้อ 46  ของกลางที่พนักงานอัยการขอให้ศาลสั่งริบ ให้ดำเนินการ ดังนี้ 
                (1)  ในระหว่างดำเนินคดี ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลาง ให้พนักงานสอบสวนถือปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยกำหนดวิธีการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ และแนวทางตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด    
                       หากมีผู้มายื่นคำร้องขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งหรือแนะนำผู้ร้องให้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการ เมื่อพนักงานอัยการสั่งการเกี่ยวกับสิ่งของเป็นอย่างไรก็ให้ปฏิบัติตามนั้น แต่การทำสัญญาประกันในชั้นพนักงานอัยการให้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ
                (2)  เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเกี่ยวกับของกลาง
                       ก.  กรณีศาลสั่งริบของกลางให้หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน หรือผู้รักษาการแทน ดำเนินการขายทอดตลาดตามระเบียบ
                       ข.  กรณีศาลไม่สั่งริบ ให้หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน หรือผู้รักษาการแทน จัดการตามมาตรา 85 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 
                (3)  หากศาลมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับของกลาง ก็ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางติดต่อกับพนักงานอัยการ เพื่อขอคำสั่งศาลเกี่ยวกับของกลางนั้น หากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินการด้วยประการใด ก็ให้พิจารณาดำเนินการไปตามความเหมาะสมได้

                *ป.พ.พ. มาตรา 1327  ภายในบังคับแห่งกฎหมายอาชญา กรรมสิทธิ์แห่งสิ่งใด ๆ ซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิด หรือได้มาโดยการกระทำผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำผิดโดยประการอื่นและส่งไว้ในความรักษาของกรมในรัฐบาลนั้น ท่านว่าตกเป็นของแผ่นดิน  ถ้าเจ้าของมิได้เรียกเอาภายในหนึ่งปี นับแต่วันส่ง หรือถ้าได้ฟ้องคดีอาชญาต่อศาลแล้ว นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่ถ้าไม่ทราบตัวเจ้าของ ท่านให้ผ่อนเวลาออกไปเป็นห้าปี
                  ถ้าทรัพย์สินเป็นของเสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สินนั้นไซร้ ท่านว่ากรมในรัฐบาลจะจัดให้เอาออกขายทอดตลาดก่อนถึงกำหนดก็ได้ แต่ก่อนที่จะขายให้จัดการตามควรเพื่อบันทึกรายการอันเป็นเครื่องให้บุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นอาจทราบว่า เป็นทรัพย์สินของตนและพิสูจน์สิทธิได้ เมื่อขายแล้วได้เงินเป็นจำนวนสุทธิเท่าใด ให้ถือไว้แทนตัวทรัพย์สิน

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป ถ้าเป็นของกลางคดีอาญา ได้แจ้งหรือประกาศให้ผู้ที่มีสิทธิมารับคืนของกลางแล้ว แต่ไม่มารับคืน เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิ เป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี ก็ให้ริบเป็นของแผ่นดิน แต่ถ้าเป็นของกลางอย่างอื่น เช่น เป็นอสังหาริมทรัพย์ ให้มีกำหนดเวลา 10 ปี หรือ เป็นสังหาริมทรัพย์ ให้มีกำหนดเวลา 5 ปี เมื่อผู้มีสิทธิรู้แล้วแต่ไม่มารับคืนภายในกำหนด ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนการผ่อนผันเวลานั้นให้พิจารณาตามความจำเป็น แต่ถ้าผู้มีสิทธิต้องการมอบให้เป็นของแผ่นดิน ก็ให้บันทึกและจำหน่ายไปตามระเบียบ ส่วนของกลางที่ยึดระหว่างการสอบสวน ก็ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯ และแนวทางตามที่ ตร. กำหนด กรณีที่พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนคืน ก็ให้หัวหน้าสถานีใช้ดุลยพินิจพิจารณาสั่งคืน ส่วนของกลางที่พนักงานอัยการขอให้ศาลสั่งริบ ระหว่างนั้นถ้าศาลยังไม่มีคำสั่ง ก็ให้ผู้ร้องขอไปยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการ ในการทำสัญญาประกันสิ่งของก็ย่อมเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ ถ้าศาลไม่สั่งริบ ก็ให้จัดการตาม ป.วิ.อ.มาตรา 85 ถ้าศาลไม่สั่งเกี่ยวกับของกลาง ก็ให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับของกลางติดต่อพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการตามความเหมาะสม)

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566

คืนของกลางระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด

ลักษณะ 3 
การคืนของกลางในระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด

หมวด 1
การขอรับของกลางคืนในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ 
หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์

             ข้อ 30  กรณีของกลางที่เจ้าพนักงานยึดไว้ระหว่างการสอบสวน หากมิใช่เป็นของกลางที่มีไว้เป็นความผิด แต่เป็นของกลางซึ่งได้มาจากการกระทำความผิด หรือเป็นของกลางที่ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือเป็นของกลางที่ใช้เป็นพยานหลักฐานได้   เจ้าของหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายในของกลางนั้นมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดกับผู้กระทำความผิด มีสิทธิขอคืนของกลางที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ได้
            การอนุญาตคืนของกลางที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ในระหว่างการสอบสวน พนักงานสอบสวนจะคืนของกลางนั้นโดยไม่มีประกัน หรือมีประกัน หรือมีประกันและมีหลักประกันด้วยก็ได้
            การเก็บรักษาเงินประกัน หลักทรัพย์ประกัน การดำเนินการเกี่ยวกับกรณีมีบุคคลเป็นประกันและการบังคับสัญญาประกัน รวมทั้งการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้นำระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวมาใช้บังคับโดยอนุโลม

            ข้อ 31  คำร้องขอคืนของกลาง ให้ระบุรายละเอียดตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดวิธีการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์

หมวด 2 
ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง

            ข้อ 32  บุคคลต่อไปนี้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่เจ้าพนักงานได้ยึดไว้
            (1)  เจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ 
            (2)  ผู้มีสิทธิตามกฏหมาย เช่น สิทธิครอบครองหรือสิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิอย่างอื่นที่กฎหมายได้รับรอง 

หมวด 3 
การยื่นคำร้อง

             ข้อ 33  ในกรณีที่คดีอยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือพนักงานสอบสวนซึ่งปฎิบัติหน้าที่เวรสอบสวนในขณะนั้น มีหน้าที่รับคำร้องและเป็นคู่สัญญาประกัน

              ข้อ 34  หากส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการ

              ข้อ 35  กรณีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาล ให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่แจ้งถึงสิทธิขอคืนของกลางและการยื่นคำร้องให้ผู้มีสิทธิทราบ

หมวด 4 
การพิจารณาและการอนุญาต

             ข้อ 36  เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือพนักงานสอบสวนซึ่งปฏิบัติหน้าที่เวรสอบสวนในขณะนั้นรับคำร้องแล้ว ให้เสนอคำร้องพร้อมด้วยสัญญาประกันที่ตนเป็นคู่สัญญา และบันทึกเสนอสัญญาประกันไปยังผู้มีอำนาจโดยเร็ว
             คำร้องขอคืนของกลาง สัญญาขอคืนของกลางและสัญญาประกัน บันทึกเสนอสัญญาประกัน หนังสือแจ้งการขอรับของกลางไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ ให้บันทึกตามแบบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด

             ข้อ 37  ให้หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน หรือผู้รักษาการแทนมีอำนาจอนุญาตคืนของกลางนั้น

              ข้อ 38  เมื่อได้รับคำร้องขอคืนของกลางแล้ว ให้ผู้มีอำนาจอนุญาตตามข้อ 37 มีคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถมีคำสั่งได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้แจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบโดยไม่ชักช้า

               ข้อ 39 ในชั้นพนักงานอัยการ การพิจารณาและอนุญาตให้เป็นดุลยพินิจและเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของพนักงานอัยการ
               หากพนักงานอัยการมีคำสั่งอนุญาต หรือไม่อนุญาต หรือสั่งการเกี่ยวกับของกลางนั้นอย่างไร ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการ 
               ให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่แจ้งคำสั่งตามวรรคหนึ่งให้ผู้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางทราบ

               ข้อ 40  ในระหว่างพิจารณาคดีของศาล หากศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางแล้ว ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโดยเคร่งครัด

หมวด 5 
การส่งคืนของกลางในระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด

               ข้อ 41  ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตส่งคืนของกลางตามระเบียบนี้ ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือพนักงานงานสอบสวนซึ่งปฎิบัติหน้าที่เวรสอบสวนในขณะนั้น เป็นผู้รับคืน
                การรับคืนของกลางตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนผู้รับคืน ตรวจสอบสภาพร่องรอยและความถูกต้องของของกลางนั้น และจัดทำบันทึกให้ผู้รับอนุญาตลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน  

               ข้อ 42 ของกลางที่ส่งคืน ต้องคงสภาพเดิมที่เป็นอยู่ขณะที่ได้รับมอบไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ หากมีการเสื่อมสภาพ ต้องเป็นการเสื่อมโดยสภาพของของกลางนั้นเอง หรือเสื่อมสภาพเนื่องจากการใช้งานตามปกติ
               กรณีตรวจพบว่าของกลางนั้นมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ ซึ่งอาจทำให้การพิสูจน์ของกลางในคดีเปลี่ยนแปลงไปหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำความผิดอาญา ให้พิจารณาดำเนินคดีแก่ผู้ได้รับอนุญาตนั้นตามกฏหมายด้วย

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป ขอคืนของกลางได้ทั้งในชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ และชั้นศาล แต่ต้องไม่เป็นของกลางที่มีไว้เป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าของต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด การขอคืนให้ดำเนินการเช่นเดียวกับการขอปล่อยตัวชั่วคราว เจ้าของรวมถึงผู้มีสิทธิครอบครองหรือยึดหน่วงก็มีสิทธิขอคืนได้ ถ้าสำนวนการสอบสวนอยู่ในชั้นใดก็ให้ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่พิจารณาคดีในชั้นนั้น เช่น กรณียื่นในชั้นสอบสวน ก็ให้พนักงานสอบสวนรับไว้เพื่อเสนอผู้มีอำนาจมีคำสั่งภายใน 7 วัน ถ้ายื่นในชั้นพนักงานอัยการก็ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของพนักงานอัยการ ถ้ายื่นในชั้นศาลก็ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งของศาล  กรณีส่งคืนของกลางก็ให้พนักงานสอบสวนรับไว้แล้วตรวจสอบสภาพ หากพบว่ามีการทำให้ของกลางเปลี่ยนแปลงไปเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดอาญา ก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย)
*ที่มา - ระเบียบ ตร.ว่าด้วยการเก็บรักษาและการจำหน่ายของกลาง พ.ศ.2565 

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565

สัตว์พลัดเพลิด

 ส่วนที่ 3  สัตว์พลัดเพลิด 

                  ข้อ 22  สัตว์ทุกชนิดที่มีตั๋วรูปพรรณและไม่มีตั๋วรูปพรรณที่เจ้าของปล่อยพลัดเพลิดไปตามถนนหรือที่สาธารณะต่างๆ ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับสัตว์นั้นมาแล้วจดตำหนิรูปพรรณสัตว์ลงในสมุดบัญชีแบบพิมพ์ทั้งต้นและปลายลงในประจำวันและให้เลี้ยงรักษาสัตว์นั้นไว้ถ้าไม่มีคอกขังสัตว์และสัตว์นั้นไม่เกี่ยวกับของกลางที่จะต้องพิสูจน์ในคดีอาญาแล้ว จะฝากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือประชาชนที่อยู่ใกล้สถานีตำรวจช่วยเลี้ยงรักษาไว้ให้ก็ได้ และถ้าผู้เลี้ยงรักษาจะใช้การงานอย่างไรบ้าง ซึ่งไม่เกินสมควร ก็อนุญาตให้นำไปใช้งานได้ ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางประกาศโฆษณาหาเจ้าของสัตว์ติดไว้ที่หน้าสถานีตำรวจหน่อยที่เห็นได้ชัดเจน      

                  ข้อ 23  เมื่อได้ประกาศหาเจ้าของสัตว์เมื่อครบกำหนด 90 วันนับแต่วันที่จับสัตว์นั้นมา ถ้าไม่มีเจ้าของสัตว์มารับสัตว์นั้นไป ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางจัดการขายทอดตลาดสัตว์นั้น และถ้าเป็นสัตว์พาหนะเมื่อขายทอดตลาดให้ผู้ใดไปแล้ว ให้ทำหนังสือแจ้งไปยังอำเภอท้องที่ เพื่อจะทำรูปพรรณเปลี่ยนชื่อเจ้าของสัตว์เสียให้ถูกต้องตามกฏหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะด้วย ส่วนเงินที่ขายทอดตลาดไว้ให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบ
                      หากการดำเนินการตามวรรคหนึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับค่าของสัตว์นั้น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหารราคาแพง หรือเป็นสัตว์ดุร้าย ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางจะจัดให้เอาออกขายทอดตลาดก่อนถึงกำหนดตามวรรคหนึ่งก็ได้

                  ข้อ 24  ถ้าเจ้าของสัตว์ติดตามมารับสัตว์นั้น ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางจัดให้มีการสอบสวนหลักฐาน ถ้ามีทะเบียนสัตว์พาหนะให้เรียกมาตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้ว ให้มอบสัตว์นั้นให้แก่เจ้าของไป โดยลงรายงานประจำวันและสมุดบัญชีแบบพิมพ์ พร้อมกับให้ลงนามไว้ให้เป็นหลักฐาน  

                  ข้อ 25  ผู้ใดจับได้สัตว์พาหนะที่เพลิดเพลินหรือถูกละทิ้งไว้ ถ้าไม่สามารถมอบคืนสัตว์นั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิจะรับสัตว์นั้นได้ภายในกำหนด 3 วัน นับแต่วันจับสัตว์นั้นได้ ให้นำสัตว์นั้นไปส่งต่อเจ้าพนักงานและแจ้งเหตุการณ์ให้ทราบ
                      ให้เจ้าพนักงานซึ่งได้รับมอบสัตว์ไว้ตามความในวรรคหนึ่ง นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อจัดการโฆษณาหาเจ้าของ หรือดำเนินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี

                  ข้อ 26  บรรดาสัตว์พาหนะที่ได้โฆษณาหาเจ้าของตามข้อ 23 หรือข้อ 24 หากผู้ใดอ้างว่าสัตว์นั้นเป็นของตน ให้นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าควรคืนสัตว์นั้นให้แก่ผู้ใด ก็ให้คืนไป แต่ผู้นั้นต้องชำระค่าเลี้ยงรักษาให้ตามสมควร(ถ้าหากมี) ก่อนที่จะรับสัตว์นั้นไป 
                      แต่ถ้าหากผู้นั้นไม่ยินยอมชำระค่าเลี้ยงรักษา ให้นำออกขายทอดตลาดและหักค่าชำระเลี้ยงรักษาไว้แทน เหลือเท่าใดให้มอบคืนผู้ที่อ้างว่าสัตว์นั้นเป็นของตน

                   ข้อ 27  สัตว์พาหนะของผู้ใดหายไปด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ให้เจ้าของหรือตัวแทนแจ้งความต่อเจ้าพนักงานภายใน 7 วัน นับแต่เวลาที่ทราบเหตุ ภายหลังเมื่อได้สัตว์คืนมาให้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานภายใน 7 วัน นับแต่วันได้คืน ถ้าไม่ได้สัตว์นั้นมาคืนให้ส่งตั๋วรูปพรรณต่อนายทะเบียนท้องที่หรือกำนัน เพื่อจัดส่งนายทะเบียนท้องที่ภายใน 90 วัน

                   ข้อ 28  สัตว์พาหนะที่เจ้าพนักงานเลี้ยงรักษาไว้ตามข้อ 23 หรือข้อ 24 ถ้าไม่มีผู้ใดมาขอรับคืนภายในกำหนด 90 วันนับแต่วันโฆษณา ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจที่จะขายทอดตลาดสัตว์นั้นได้ เมื่อขายแล้วได้เงินเท่าใด ให้หักค่าใช้จ่ายและค่าเลี้ยงรักษาออก(ถ้าหากมี) แล้วถือเงินจำนวนสุทธิไว้แทน
                      ให้สัตว์พาหนะหรือเงินจำนวนสุทธิตามความในวรรคหนึ่ง ตกเป็นของแผ่นดินหรือผู้จับสัตว์ได้ตามข้อ 25 ในเมื่อบุคคลผู้มีสิทธิ์จะมารับมิได้เรียกเอาภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่สัตว์นั้นมาอยู่ในอารักขาของเจ้าพนักงาน 
                      ในกรณีที่ได้ยึดสัตว์ไว้โฆษณาตามคำสั่งศาล กำหนด 1 ปี นั้นให้นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่ถ้ามีทราบตัวบุคคลผู้มีสิทธิ์ให้ขยายเวลาเป็น 5 ปี

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป ถ้าสัตว์พาหนะหายไป ให้เจ้าของแจ้งความต่อเจ้าพนักงานภายใน 7 วัน แต่ถ้าได้คืนก็ให้แจ้งภายใน 7 วัน เช่นกัน กรณีมีผู้จับสัตว์พลัดเพลิดได้ ให้ส่งต่อเจ้าพนักงานหรือให้เจ้าพนักงานตำรวจจับสัตว์นั้นมาลงประจำวัน แล้วฝากเลี้ยงหรือเลี้ยงรักษาไว้เอง และประกาศหาเจ้าของ จนครบ 90 วัน ถ้าไม่มีผู้ใดมาขอรับคืน ก็ให้ขายทอดตลาดหักค่าใช้จ่ายและค่าเลี้ยงรักษาออก แล้วนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เว้นแต่ถ้าจะเลี้ยงไว้แล้วไม่คุ้มค่าราคา ให้เอาออกขายทอดตลาดก่อนกำหนดก็ได้ ถ้ามีเจ้าของมาขอรับสัตว์นั้นคืนก็ให้มีการตรวจสอบจนแน่ชัดก่อนมอบให้แก่เจ้าของไปพร้อมลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แต่ต้องให้ชำระค่าเลี้ยงรักษาให้ตามสมควร ถ้าไม่ชำระก็ให้นำออกขายทอดตลาดและหักค่าเลี้ยงรักษาแล้วมอบคืนส่วนที่เหลือให้ผู้ที่อ้างนั้น แต่ถ้าผู้มีสิทธิมารับคืน มิได้เรียกเอาสัตว์พาหนะหรือเงินจากการขายทอดตลาดภายใน 1 ปี ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือผู้ที่จับสัตว์นั้นได้)

ของกลางอย่างอื่น

หมวด 2  ของกลางอย่างอื่น 

ส่วนที่ 1  ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตรวจสอบ 

                ข้อ 20  ทรัพย์สินใดที่ตามกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เพื่อทำการตรวจสอบตามกฎหมายได้ ให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจยึด ทำบันทึกการตรวจยึดพร้อมบัญชีสิ่งของที่ตรวจยึด โดยให้ผู้ตรวจยึดและเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครอง ลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจยึดและบัญชีสิ่งของด้วย แล้วให้นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย และให้พนักงานสอบสวนลงสมุดยึดทรัพย์ของกลางประเภทอื่น เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฏหมายแล้ว หากไม่ปรากฏว่าเป็นความผิดตามกฏหมาย ก็ให้คืนแก่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครอง หากปรากฏว่าเป็นความผิดตามกฎหมายก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
                แต่หากทรัพย์สินที่ยึดไว้เพื่อตรวจสอบนั้นเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะทำการตรวจยึด แต่เจ้าพนักงานอื่นได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฏหมายทำการตรวจยึดแล้วส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวนให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฏหมายระเบียบหรือข้อตกลงและให้ลงสมุดยึดทรัพย์ของกลางประเภทอื่นไว้เป็นหลักฐานด้วย

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป กรณีเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานอื่นตรวจยึดไว้เพื่อตรวจสอบ ให้จัดทำบันทึกและทำบัญชีสิ่งของ พร้อมลงลายมือชื่อผู้ตรวจยึดกับเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ส่งให้พนักงานสอบสวนลงสมุดยึดทรัพย์ ทำการตรวจสอบ จากนั้น คืนให้เจ้าของ หรือให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย แล้วแต่กรณี)

ส่วนที่ 2  ทรัพย์สินหาย

                ข้อ 21  วิธีปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินหายที่มีผู้เก็บได้ ให้ถือปฏิบัติดังนี้ 
                (1)  สถานีตำรวจท้องที่ใดที่มีผู้เก็บทรัพย์สินหายได้ มอบให้สถานีตำรวจแห่งนั้นรับไว้ ให้ลงรายงานเบ็ดเสร็จประจำวัน สมุดยึดทรัพย์สินของกลาง ให้ปรากฏรายละเอียดชื่อและที่อยู่ของผู้เก็บทรัพย์สินหายได้ ตลอดจนลักษณะตำหนิรูปพรรณทรัพย์สินและสถานที่ที่เก็บได้โดยชัดเจนแล้วบันทึกถ้อยคำผู้เก็บให้ทราบถึงการได้ของนั้นมาโดยละเอียด แล้วสำเนาเอกสารดังกล่าวพร้อมกับส่งของกลางนั้นไปให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร ภายในกำหนด 7 วัน เพื่อสืบหาหรือออกประกาศสืบหาเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ์ได้รับต่อไป   
                (2)  ให้สอบสวนผู้เก็บทรัพย์สินหายได้ ทุกรายให้ชัดเจนว่า จะต้องการรับรางวัลหรือไม่ เมื่อครบกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เก็บได้แล้วหากไม่ปรากฏว่ามีเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ์มารับของคืน ผู้เก็บจะขอรับของนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ หรือจะยกให้เป็นสิทธิ์แก่ทางราชการ หากผู้นั้นมีความประสงค์อย่างไรให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและแสดงไว้ในหลักฐานตาม (1) เพื่อกองทะเบียนประวัติอาชญากรได้รับทราบไว้ด้วย และให้แนะนำแก่ผู้เก็บได้ด้วยว่า หากย้ายที่อยู่ในระหว่าง 1 ปี นับแต่วันที่เก็บได้ ให้แจ้งหน้าสถานีตำรวจที่เก็บได้ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับแจ้งไว้เดิม ถ้ามิสามารถจะทำได้ ก็ให้แจ้ง ณ สถานีตำรวจที่สามารถจะแจ้งได้เพื่อจะได้ติดต่อให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรทราบ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้เก็บทรัพย์สินหายได้เอง ในการที่จะติดต่อรับรางวัลหรือขอรับทรัพย์สินหายที่เก็บได้นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตน  
                (3)  ทรัพย์สินที่ต้องส่งไปเก็บยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรตามที่กล่าวมาแล้วใน (1) หากเป็นสิ่งของที่ใหญ่โตหรือมีน้ำหนักมาก ไม่สะดวกแก่การขนส่งและการเคลื่อนย้ายหรือจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินค่าขนส่งเกินสมควร เช่น เครื่องยนต์ เรือ แพ ซุง เป็นต้น ให้สถานีตำรวจนั้นเก็บรักษาไว้เอง   
                      ส่วนปศุสัตว์หรือสัตว์พาหนะ สำหรับเขตกรุงเทพมหานคร ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือเทียบเท่าหรือผู้รักษาราชการแทนแล้วแต่กรณี พิจารณา ถ้ามีเหตุจำเป็น ให้ส่งไปยังกองกำกับการตำรวจม้า หรือศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจนครบาล เลี้ยงรักษาไว้ 
                      ในส่วนจังหวัดอื่นนอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือเทียบเท่าหรือผู้รักษาราชการแทนแล้วแต่กรณี พิจารณาประสานสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรืออำเภอ เลี้ยงรักษาไว้ หากหน่วยงานดังกล่าวไม่รับเลี้ยงรักษาไว้ให้ ก็ให้มอบหมายให้ผู้อื่นเลี้ยงรักษาไว้แทน หรือถ้ามีเหตุจำเป็นก็ให้สถานีตำรวจนั้นเลี้ยงรักษาไว้เอง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรักษา ให้เบิกจ่ายตามกฏหมายหรือตามระเบียบของทางราชการ
                (4)  ให้สถานีตำรวจที่ได้รับทรัพย์สินหายจากผู้ที่เก็บได้ ประกาศสืบหาเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ์ได้รับติดไว้โดยเปิดเผยที่สถานีตำรวจให้ประชาชนเห็นได้อย่างชัดเจน และให้ประกาศสืบหาเจ้าของ หรือผู้มีสิทธิ์ได้รับทางวิทยุในเครือข่ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยอีกช่องทางหนึ่ง 
                (5)  ถ้ามีผู้มาแจ้งว่าทรัพย์สินหาย ไม่ว่าจะเป็นการหลงลืมทิ้งไว้หรือทำตกหล่น ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจที่ได้รับแจ้งความ ลงรายงานประจำวันและบันทึกถ้อยคำผู้แจ้งโดยให้ปรากฏชื่อที่อยู่สถานที่หลงลืมหรือตกหล่นที่ใด อย่างไร และรูปพรรณของทรัพย์สินนั้นโดยละเอียด กับจัดทำหนังสือให้ผู้แจ้งนำไปยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรเพื่อตรวจสอบดูว่าได้มีผู้เก็บได้และนำส่งมอบไว้หรือไม่ ในกรณีที่มีผู้เก็บได้และนำมาส่งมอบไว้ เมื่อกองทะเบียนประวัติอาชญากรตรวจสอบหลักฐานแล้วเชื่อแน่ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของที่แท้จริงพิจารณาอนุญาตให้รับคืนไปได้ โดยให้หมายเหตุไว้ในบัญชี และให้ผู้นั้นลงชื่อรับสิ่งของไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งให้สถานีตำรวจที่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นมา จัดการจำหน่ายในบัญชีทรัพย์ของกลางนั้นด้วย 
                       ถ้าเป็นทรัพย์สินที่ยังไม่ได้ส่งกองทะเบียนประวัติอาชญากรและยังเก็บรักษาอยู่ที่สถานีตำรวจนั้น ในเมื่อผู้เป็นเจ้าของมาขอรับคืน ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือผู้รักษาการแทนแล้วแต่กรณี ตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาอนุญาตให้รับคืนไปได้ โดยให้หมายเหตุไว้ในบัญชีและให้ผู้นั้นลงชื่อรับสิ่งของไว้เป็นหลักฐาน แล้วแจ้งให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรทราบ เพื่อประโยชน์ในการตอบคำถามและรวบรวมสถิติต่อไป 
                (6)  ทรัพย์สินหายที่มีผู้เก็บได้ แล้วไม่นำส่งมอบไว้ต่อเจ้าพนักงานภายในกำหนด เมื่อเป็นคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น ให้สถานีตำรวจที่ดำเนินการเรื่องนั้นเก็บรักษาของกลางที่เก็บได้นั้นไว้ก่อน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้ปฏิบัติตาม (1) ด้วย และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ดำเนินการตามคำพิพากษา ถ้ายังไม่มีผู้มาขอรับของคืนไป ให้นำทรัพย์สินนั้นส่งกองทะเบียนประวัติอาชญากรตาม (1)  
                (7)  ทรัพย์สินหายที่มีผู้เก็บได้และส่งมาเก็บรักษาไว้ยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรแล้ว หากปรากฏในภายหลังว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของกลางในคดีอาญาแล้ว ให้สถานีตำรวจที่ดำเนินคดีขอรับไปเก็บรักษาไว้ตามระเบียบเกี่ยวกับของกลางในคดีอาญา 
                (8)  เมื่อครบกำหนด 1 ปี แล้ว หากเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ์หรือผู้เก็บได้ไม่มาขอรับของคืนไป ให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรเป็นเจ้าหน้าที่จัดการขายทอดตลาด แล้วนำเงินส่งกองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อผลประโยชน์ของทางราชการต่อไป 
                       หากกองทะเบียนประวัติอาชญากรหรือหน่วยงานราชการอื่นที่ได้รับทรัพย์สินหายและมีผู้เก็บได้ พิจารณาแล้วเห็นว่าทรัพย์สินสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือเพื่อประโยชน์ทางอื่นแล้ว ให้เสนอขออนุมัติถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการเป็นเฉพาะ 
                       การดำเนินการตามข้อนี้ ในจังหวัดอื่นนอกเขตกรุงเทพมหานคร หน้าที่ใดซึ่งกำหนดให้เป็นหน้าที่ของกองทะเบียนประวัติอาชญากรให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 - 10 เป็นผู้ดำเนินการแทนและติดต่อประสานงานกับกองทะเบียนประวัติอาชญากรด้วย

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป กรณีเก็บทรัพย์ได้ให้นำไปมอบที่สถานีตำรวจ ลงรายงานประจำวันมีรายละเอียดชื่อและที่อยู่ของผู้ที่เก็บได้ สอบปากคำ แล้วส่งทรัพย์ไปกองทะเบียนประวัติอาชญากรเพื่อสืบหาเจ้าของ และให้สถานีตำรวจประกาศสืบหาเจ้าของด้วยเช่นกัน เมื่อครบ 1 ปี ไม่มีเจ้าของมารับ ก็ยกให้ผู้เก็บได้ หรือยกให้แก่ทางราชการ ตามความประสงค์ของผู้นั้น แต่ถ้าทรัพย์มีขนาดใหญ่โตก็ให้สถานีตำรวจเก็บรักษาไว้เอง ถ้าเป็นสัตว์ก็ให้ส่งไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสถานีตำรวจเลี้ยงไว้เอง ส่วนผู้ที่มาแจ้งว่าทำทรัพย์หาย ให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำโดยละเอียดแล้วทำหนังสือให้ผู้แจ้งนำไปขอตรวจสอบทรัพย์ที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ถ้าเป็นเจ้าของจริงก็รับคืนไปได้ แล้วจำหน่ายออกจากบัญชีทรัพย์ของกลาง เว้นแต่ทรัพย์ที่เก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจก็ให้หัวหน้าสถานีตำรวจพิจารณาอนุญาตให้รับคืนไปได้เช่นกัน แต่ถ้าเป็นของกลางในคดีอาญาก็ให้สถานีตำรวจเก็บรักษาไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ในกรณีที่เก็บไว้ครบ 1 ปี แต่ไม่มีเจ้าของและผู้เก็บไว้มาของรับคืนไป ให้เป็นหน้าที่ของกองทะเบียนประวัติอาชญากร หรือศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 - 10 แล้วแต่กรณี จัดการขายทอดตลาดแล้วนำเงินส่งกองการเงิน เว้นแต่ทรัพย์ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนราชการ ให้เสนอขออนุมัติถึง ตร. สั่งการเป็นเฉพาะ)

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

การเก็บรักษาของกลาง

 ลักษณะ 2  การเก็บรักษาของกลาง
    หมวด 1  ของกลางในคดีอาญา    (ข้อ 12 - ข้อ 18

                 ข้อ 12  การเก็บรักษาของกลาง ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
                 (1)  เมื่อของกลางสิ่งใดมาถึงสถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนจดรูปพรรณสิ่งของลงในรายงานประจำวัน และสมุดยึดทรัพย์ของกลางคดีอาญา แล้วเขียนเลขลำดับที่ยึดทรัพย์ติดไว้กับสิ่งของนั้นให้มั่นคง อย่าให้หลุดหรือสูญหายได้ แล้วส่งมอบของกลางให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการ เก็บรักษาของกลางไว้ตามระเบียบนี้ 
                 (2)  หากของกลางเป็นเอกสารสำคัญหรือเป็นสิ่งของมีค่ามาก เช่น เครื่องเพชร เครื่องทองรูปพรรณ เงินตราต่างประเทศ ก่อนการเก็บรักษาไว้ตาม (1) หากพนักงานสอบสวนมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นของแท้จริงหรือไม่ ให้ทำการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ต่อหน้าผู้เสียหายหรือผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีสิทธิ์ตามกฏหมาย และผู้ต้องหา(หากมี) แล้วบันทึกผลการตรวจสอบ โดยมีพนักงานสอบสวน พยานผู้เชี่ยวชาญ ผู้เสียหายหรือผู้ที่อ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และผู้ต้องหา(หากมี) ลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย ให้เก็บรักษาไว้ในสถานที่มั่นคง หรือตู้นิรภัย แต่หากมีการเก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจซึ่งมีสถานที่ไม่มั่นคงและอาจเกิดการสูญหายได้ง่าย ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการดังนี้
                       (ก)  ในกรุงเทพมหานคร ให้ส่งของกลางนั้นไปฝากไว้ที่กองบังคับการ หรือกองบัญชาการต้นสังกัด ที่เป็นหน่วยงานผู้เบิก ในลักษณะหีบห่อ
                       (ข)  ในจังหวัดอื่นให้ส่งของกลางนั้นไปฝากที่ตำรวจภูธรจังหวัด กองบังคับการ กองบัญชาการหรือตำรวจภูธรภาค ในลักษณะหีบห่อ
                       สำหรับของกลางที่เป็นเงินไทย ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง เปิดบัญชีเงินฝากของกลางในนามสถานีตำรวจหรือในนามหน่วยงานที่มีหน้าที่เก็บรักษากับสถาบันการเงินที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง และหากมีดอกผลนิตินัยเกิดขึ้นให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 
                       การยึด การมอบ การรับคืนของกลาง ให้ผู้ยึด ผู้มอบ ผู้รับ ลงลายมือชื่อพร้อมวงเล็บชื่อสกุลตัวบรรจงไว้ในสมุดยึดทรัพย์ของกลางและรายงานประจำวันเป็นสำคัญ 

                  ข้อ 13  ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางเก็บรักษาของกลางไว้ในสถานที่ ที่มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย ภายในบริเวณสถานที่ทำการของตน หากไม่สามารถเก็บรักษาในสถานที่ดังกล่าวได้ จะไปเก็บรักษาในสถานที่อื่นใดตามที่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการขึ้นไปกำหนดก็ได้ ทั้งนี้ในการเก็บรักษาให้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราของกลางให้เป็นอยู่ตามสภาพเดิมเท่าที่จะสามารถรักษาไว้ได้ 
                       สถานที่อื่นใดที่ใช้ในการเก็บรักษาของกลางตามวรรคหนึ่ง หากต้องจัดจ้างผู้ดูแลรักษาสถานที่ก็ให้ดำเนินการตามกฏหมายหรือระเบียบของทางราชการ
                       ในกรณีจำเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอาจจะกำหนดสถานที่เก็บรักษารถของกลางไว้เป็นการเฉพาะก็ได้ 

                  ข้อ 14  เมื่อเห็นว่าของกลางที่เก็บรักษาไว้นั้นหมดความจำเป็นที่จะเก็บรักษาไว้ต่อไปก็ให้ดำเนินการตามข้อ 48  ข้อ 49  ข้อ 50 และข้อ 51 แล้วแต่กรณี

                  ข้อ 15  เอกสารและวัตถุของกลางใดที่จำเป็นจะต้องตรวจพิสูจน์ ให้พนักงานสอบสวนรีบส่งไปยังสถานตรวจพิสูจน์ โดยในส่วนกลางให้ส่งไปยังกองพิสูจน์หลักฐานกลางหรือกองสรรพาวุธตามข้อ 55  ในจังหวัดอื่นนอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ส่งไปยังศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 - 10 หรือพิสูจน์หลักฐานจังหวัด หรือกองสรรพาวุธแล้วแต่กรณีโดยเร็ว พร้อมกับบันทึกแสดงรายละเอียดของเอกสารและวัตถุพยานที่ได้มาประกอบด้วย
                       การส่งเอกสารและวัตถุของกลางไปให้ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 - 10 หรือพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ให้ถือปฏิบัติตามแนวทางที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจกำหนด 
                       ในกรณีที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจยังไม่ได้กำหนดแนวทางตามวรรคสอง ให้นำคู่มือวิธีการส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่ใช้อยู่เดิมมาถือปฏิบัติเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้

                 ข้อ 16  ของกลางในคดีอาญาซึ่งเกี่ยวกับหน่วยงาน ในกรมหรือกระทรวงใดมีระเบียบหรือข้อตกลงไว้โดยเฉพาะก็ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อตกลงที่กำหนดไว้

                 ข้อ 17  ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนตรวจสอบสมุดยึดทรัพย์และของกลางเดือนละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย เพื่อทราบว่าพนักงานสอบสวนได้จัดการถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบหรือไม่

                 ข้อ 18  ของกลางที่พนักงานสอบสวนดำเนินการส่งให้หน่วยพิสูจน์ในสังกัดสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ทำการตรวจพิสูจน์ ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ต้องทำการตรวจให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับของกลาง หากมีเหตุผลความจำเป็นไม่สามารถตรวจพิสูจน์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ให้ประสานแจ้งพนักงานสอบสวนเป็นกรณี ๆ ไป เว้นแต่ในกรณีที่มีการผัดฟ้องและฝากขังหรือฝากขังผู้ต้องหา ผู้ตรวจพิสูจน์ต้องทำการตรวจพิสูจน์ให้เสร็จสิ้นก่อนการผัดฟ้อง และฝากขังหรือฝากขังครั้งสุดท้าย และเมื่อทำการตรวจเสร็จสิ้นแล้วให้ส่งของกลางคืนพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ ให้พนักงานสอบสวนมารับของกลางคืนภายใน 15 วันทำการหรือวันที่ได้รับแจ้งจากผู้ตรวจพิสูจน์ว่าผลการตรวจพิสูจน์แล้วเสร็จ 

                 ข้อ 19  กรณีพนักงานสอบสวนไม่มารับของกลางคืนจากหน่วยงานตรวจพิสูจน์ในสังกัดสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ภายในกำหนดตามข้อ 18 หากผู้ตรวจพิสูจน์เห็นว่าของกลางและรายงานการตรวจพิสูจน์ไม่ใช่พยานหลักฐานที่สำคัญในคดี หรือมีหนังสือสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนแล้วได้รับการยืนยันเป็นหนังสือว่าของกลางและรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานที่สำคัญในคดี ให้เสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอนุมัติให้ส่งรายงานการตรวจพิสูจน์พร้อมของกลางดังกล่าวคืนพนักงานสอบสวนทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนตอบรับหรือวิธีการขนส่งอื่นใดที่มีมาตรการป้องกันสิ่งของสูญหายเช่นเดียวกันหรือสูงกว่า
                       ทั้งนี้ ห้ามมิให้ส่งของกลางประเภทที่มีไว้เป็นความผิดตามกฏหมาย เช่น ยาเสพติด อาวุธปืน วัตถุระเบิด คืนให้พนักสอบสวนทางไปรษณีย์

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป การเก็บรักษาของกลาง ให้มีการลงรายงานประจำวันและสมุดยึดทรัพย์ของกลางคดีอาญา โดยให้ลงลายมือชื่อผู้ยึด ผู้มอบ และผู้รับ เป็นหลักฐาน ถ้าเป็นเครื่องประดับมีมูลค่ามากหรือเงินต่างประเทศ ให้ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ต่อหน้าผู้ถือกรรมสิทธิ์ และผู้ต้องหา(ถ้ามี) แล้วเก็บเอาไว้ในสถานที่มั่นคงหรือนำไปฝากไว้ที่หน่วยงานต้นสังกัด แต่ถ้าเป็นเงินไทยก็ให้เปิดบัญชีเงินฝากเอาไว้ ส่วนของกลางอย่างอื่นให้เก็บไว้ในบริเวณสถานที่ทำการของตน หรือเก็บไว้ในสถานที่ที่ ผกก.ขึ้นไปกำหนด ส่วนของกลางที่จำเป็นต้องตรวจพิสูจน์ก็ให้รีบส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานหรือกองสรรพาวุธ โดยทำการตรวจให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หรือให้เสร็จสิ้นก่อนการผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย เสร็จแล้วให้พนักงานสอบสวนมารับของกลางคืนภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับแจ้งว่าการตรวจพิสูจน์แล้วเสร็จ กรณีเห็นว่าไม่ใช่พยานหลักฐานสำคัญในคดีอาจจะส่งคืนให้ทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนตอบรับ ยกเว้น ยาเสพติด อาวุธปืน และวัตถุระเบิด ส่วนของกลางที่มีระเบียบหรือข้อตกลงกับกรมหรือกระทรวงอื่นก็ให้ปฏิบัติไปตามข้อตกลงนั้น)

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565

หน้าที่การเก็บรักษาของกลาง

ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการเก็บรักษาและการจำหน่ายของกลาง พ.ศ. 2565 
ลักษณะ 1  หน้าที่การเก็บรักษาของกลางและการมอบหมาย  (ข้อ 6 - ข้อ 11)

                ข้อ ๖  ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง แบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 
                (1) ระดับสถานีตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในระดับกองกำกับการ ได้แก่ หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน 
                (2) ระดับกองบังคับการ ได้แก่ ผู้บังคับการ
                (3) ระดับกองบัญชาการ ได้แก่ ผู้บัญชาการ
                (4) ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

               ข้อ 7  ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง ต้องเก็บรักษาและดูแลของกลางที่ได้รับมอบไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ให้เกิดการสูญหาย เสียหาย และต้องเก็บรักษาของกลางตามวิธีการที่ถูกต้องในของกลางแต่ละประเภท
                 หากผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง เห็นว่า เป็นการสมควรที่จะมอบหมายหน้าที่ในการเก็บรักษาของกลางแทน อาจมอบหมายหน้าที่ในการเก็บรักษาของกลาง ดังนี้
                (1) ระดับสถานีตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในระดับกองกำกับการ ให้มอบหมายข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไป เว้นแต่ กรณีที่ไม่อาจหาผู้ที่มียศดังกล่าวได้ ให้ขออนุมัติต่อผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานของตนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
                (2) ระดับกองบังคับการ ให้มอบหมายข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่พันตำรวจเอกขึ้นไป  
                (3) ระดับกองบัญชาการ ให้มอบหมายข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่พันตำรวจเอกขึ้นไป 
                (4) ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มอบหมายข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่พลตำรวจตรีขึ้นไป 

              ข้อ 8  ให้ผู้ที่มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีหน้าที่ดำเนินการดังต่อไปนี้                    (1) ตรวจสอบสภาพของกลางและความถูกต้องก่อนที่จะเก็บรักษา
                (2) จัดทำบัญชีของกลางที่เก็บรักษาไว้ตามประเภทของกลาง ได้แก่ ของกลางในคดีอาญา และของกลางอย่างอื่น
                (3) จัดทำหลักฐานการรับและส่งมอบของการให้เรียบร้อย
                (4) ตรวจสอบสภาพของกลางและบันทึกรายงานผลการตรวจสอบให้ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานของตน หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อทราบทุกระยะเวลา 6 เดือน 
                (5) จัดให้มีกุญแจหรือรหัสสถานที่เก็บรักษาของกลางให้มั่นคงแข็งแรง โดยมีผู้เก็บรักษากุญแจและรู้รหัส จำนวน ๓ คน คือ ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร และผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง
                (6) จัดให้มีสมุดควบคุมการเปิด-ปิด สถานที่เก็บรักษาของกลาง 
                (7) ส่งมอบของกลางแก่บุคคลที่ร้องขอ ตามที่กฎหมายหรือระเบียบให้อำนาจไว้
                (8) ดำเนินการอื่นใดเพื่อการเก็บรักษาของกลางตามที่เห็นสมควร

                ข้อ 9  ในการเปิดสถานที่เก็บรักษาของกลาง ให้กระทำโดยผู้เก็บรักษากุญแจและรู้รหัส จำนวน 2 ใน 3 

                ข้อ 10  เมื่อมีการแต่งตั้งให้ไปรับตำแหน่งที่อื่น ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลางและผู้ที่จะมารับหน้าที่ใหม่ จะต้องส่งมอบของกลางแก่กันให้เสร็จก่อนการเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถเดินทางมารับมอบของกลางได้ภายในเวลากำหนด ให้มอบของกลางให้แก่ผู้รักษาราชการแทนรับไว้และให้ผู้มารับตำแหน่งใหม่รับมอบหมายของกลางจากผู้รักษาราชการแทนให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ 
                 หน้าที่ของผู้รับมอบ ต้องสำรวจสิ่งของให้ถูกต้อง ตรงกับรายการในบัญชี หากของกลางใดไม่ส่งมอบด้วยเหตุใด ให้หมายเหตุไว้ให้ชัดเจน แล้วลงชื่อกำกับไว้ทั้งผู้มอบและผู้รับมอบ และเมื่อรับมอบแล้วให้เสนอผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานของตนทราบ หากมีการบกพร่องก็ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งดำเนินการสอบสวนต่อไป เมื่อผู้รับมอบได้ลงลายมือชื่อรับมอบของกลางแล้ว ถือว่าได้รับของกลางไว้ถูกต้องตามจำนวนที่ปรากฏในบัญชี และให้ผู้มอบของกลางพ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบเท่าที่ปรากฏในบัญชีของกลางที่มีอยู่อย่างไม่บกพร่องในขณะที่รับมอบต่อกันเท่านั้น หากปรากฏว่าขาดตกบกพร่องในจำนวนสิ่งของขึ้นภายหลังผู้รับมอบจะต้องเป็นผู้รับผิด 

                ข้อ 11  ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีหน้าที่ปฏิบัติเกี่ยวข้องแก่ของกลางนั้นเหมือนดั่งเช่นวิญญูชนพึงรักษาดูแลทรัพย์สินของตนเอง และต้องรักษาของนั้น ๆ ไว้ในสถานที่ปรากฎตามระเบียบนี้ด้วยความระมัดระวัง และคอยตรวจตราอยู่เสมอให้ของกลางนั้นอยู่ตามสภาพเดิมเท่าที่จะรักษาไว้ได้ก่อนที่จะมีการส่งมอบต่อกัน

(ข้อคิดเห็น - กล่าวโดยสรุป ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง ในระดับสถานีตำรวจ คือ หัวหน้าสถานีตำรวจ และอาจมอบหมายให้ข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่ ร.ต.ต. หรือเทียบเท่าขึ้นไป ทำหน้าที่ในการเก็บรักษาของกลางแทน เพื่อดูแลรักษา จัดทำบัญชี รับ-มอบของกลาง ตลอดจนควบคุมการเปิด-ปิดสถานที่เก็บรักษาของกลาง)

ความหมาย ของกลาง

ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ว่าด้วย การเก็บรักษาและการจำหน่ายของกลาง พ.ศ. 2565   (ข้อ 1 - ข้อ 5)

               ข้อ 1  ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการเก็บรักษาและการจำหน่ายของกลาง พ.ศ. 2565

               ข้อ 2  ระเบียบนี้ให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป

               ข้อ 3 ให้ยกเลิกประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ 15 ของกลางและของส่วนตัวผู้ต้องหา ยกเว้น บทที่ 2  สิ่งของส่วนตัวผู้ต้องหา

               ข้อ 4  ในระเบียบนี้ 
                "ของกลาง"  หมายความว่า วัตถุใด ๆ หรือทรัพย์สินที่ตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าพนักงานโดยอำนาจแห่งกฎหมายหรือโดยหน้าที่ในทางราชการ และได้ยึดไว้เป็นของกลางเพื่อพิสูจน์ในทางคดีหรือเพื่อจัดการอย่างอื่นตามกฏหมาย 
                "ของกลางในคดีอาญา"  หมายความว่า ของกลางที่ต้องดำเนินการจัดการทางคดีอาญา เช่น ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิด ได้มาโดยความผิด ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด หรือที่ใช้เป็นหลักฐานในทางคดีอาญา 
                "ของกลางอย่างอื่น"  หมายความว่า ของกลางที่ไม่เข้าอยู่ในลักษณะของกลางในคดีอาญา
                "ทรัพย์สินหาย"  หมายความถึง ทรัพย์สินที่มีผู้หลงลืมทิ้งไว้หรือทำตกหล่นไว้ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
                "รถ"  หมายความว่า รถตามกฏหมายว่าด้วยการจราจรทางบก กฏหมายว่าด้วยรถยนต์ กฏหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และตามที่ปรากฏในกฎหมายอื่น
                "การคืนของกลาง"  หมายความว่า การคืนของกลางเมื่อคดีเสร็จสิ้น และให้หมายความรวมถึง การนำไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล 
                "การจำหน่ายของกลาง"  หมายความว่า การจำหน่ายของกลางออกจากบัญชีไม่ว่าก่อนหรือหลังคดีถึงที่สุดโดยวิธีการทำลายขาย ขายทอดตลาด ขายคืนเจ้าของ ขายปันส่วน ส่งมอบส่วนราชการ ทำลายหรือวิธีการใด ตามที่ได้รับอนุมัติ
                "หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน"  หมายความถึง กลุ่มงานสอบสวนหรือกองกำกับการที่มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 - 9 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สินในสังกัดกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
               "หน่วยตรวจพิสูจน์ในสังกัดสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ" หมายความถึง กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 - 10 และพิสูจน์หลักฐานจังหวัด 

               ข้อ 5  ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจตีความวินิจฉัยปัญหาเพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้ 
                คำวินิจฉัยของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ถือเป็นที่สุด

(ข้อคิดเห็น - คำว่า "ของกลาง" เป็นสิ่งของที่ถูกยึด ซึ่งมี 2 ประเภท คือ สิ่งของที่เกี่ยวข้องในคดีอาญา กับสิ่งของอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ก็ได้ โดยให้มีการบันทึกสิ่งของเหล่านั้นไว้ในบัญชีของกลางด้วย)

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

จัดเรียงบทความ

ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับของกลาง
                -  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับของกลาง
                -  ระเบียบการตำรวจฯ เรื่องของกลาง
                -  การเก็บรักษาของกลางทั่วไป
                -  การเก็บรักษาของกลางคดีป่าไม้ ยาเสพติด และแร่

การคืนของกลาง
                -  การขอคืนสิ่งของที่ถูกยึดระหว่างสอบสวนและผู้มีสิทธิขอคืน
                -  การคืนธนบัตรของกลางคดียาเสพติด
                -  คำพิพากษาให้คืนทรัพย์สินแก่จำเลย

อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง
                -  การปฏิบัติเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

รถของกลาง
                -  ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับรถของกลาง
                -  การยึดและคืนรถของกลาง
                -  รถบรรทุกของกลางถูกลักเอาไป
                -  หลักเกณฑ์การคืนรถของกลาง (ชนแล้วหลบหนี)

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

การปฏิบัติเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

การปฏิบัติเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง 
ตามคำสั่ง ตร.ที่ ๕๒๓/๒๕๕๗ ลง ๒๙ ก.ย.๒๕๕๗

          ๑. การส่งไปตรวจพิสูจน์
               ๑.๑ หน่วยงานที่ตรวจพิสูจน์
                      (๑) สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตรวจเฉพาะอาวุธปืนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องต่ำกว่า ๔๐ มม. และเครื่องกระสุนปืนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่ำกว่า ๔๐ มม. โดยมีวัตถุประสงค์การตรวจพิสูจน์ ดังนี้
                           - ของกลางใช้ยิงมาแล้วหรือไม่
                           - ของกลาง เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.๒๔๙๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่
                          - ของกลาง เป็นชนิดใด ขนาดใด
                          - ของกลาง เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้หรือไม่
                          - ของกลาง ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้หรือไม่
                          - อาวุธปืนของกลาง มีรอยขูดลบแก้ไขเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนหรือไม่
                          - ตรวจเปรียบเทียบลูกกระสุนปืน/ปลอกกระสุนปืน ที่ได้จากที่เกิดเหตุกับปืนต้องสงสัย
                      (๒) กองสรรพาวุธ มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์ อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนนอกเหนือจากข้อ (๑)
              ๑.๒ ระยะเวลาการตรวจพิสูจน์ และการดำเนินการตรวจพิสูจน์
                   พนักงานสอบสวน จะต้องส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตรวจพิสูจน์ที่หน่วยตรวจพิสูจน์โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๓ วันทำการ นับแต่ได้รับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง
                   สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ หรือกองสรรพาวุธ ตรวจพิสูจน์ของกลางให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่ได้รับ หากมีเหตุผลความจำเป็นไม่สามารถตรวจพิสูจน์ให้แล้วเสร็จ ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ประสานแจ้งพนักงานสอบสวนเป็นกรณี ๆ ไป
                   พนักงานสอบสวน ต้องไปรับผลการตรวจพิสูจน์พร้อมของกลางกลับไปจากหน่วยตรวจพิสูจน์ ภายใน ๗ วัน นับจากวันที่ครบกำหนด ๓๐ วันดังกล่าว หรือวันที่ได้รับแจ้งจากผู้ตรวจพิสูจน์ว่าผลการตรวจพิสูจน์แล้วเสร็จ

           ๒. การเก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง
                 ๒.๑  นอกจากของกลางที่จะต้องคืนให้แก่ผู้มีสิทธิเรียกร้องคืนตามกฎหมาย ให้เก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน หรือกรณีที่ต้องส่งให้กองสรรพาวุธตาม ๒.๒
                      ระหว่างเก็บรักษา ให้หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน ซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาของกลางตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนและดำเนินการกับของกลางตาม ๒.๒ โดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ ๓๐ กันยายน ของทุกปี
                 ๒.๒  การส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางให้กองสรรพาวุธเก็บรักษา ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
                        -  ต้องเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบเป็นของแผ่นดิน หรือ
                        -  ต้องเป็นของกลางในคดีอาญาที่ตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมาย
                        -  กรณีไม่ปรากฎว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด หรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ ให้ส่งของกลางให้กองสรรพาวุธ เมื่อพ้นอายุความคดีอาญา ยกเว้นกรณี ดังนี้
                        -  กรณีไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดรวมทั้งของกลางเป็นยุทธภัณฑ์ ถ้าในขณะยึดไม่ปรากฏว่าผู้ใดสั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี และไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี เพื่อขอรับคืนภายใน ๖๐ วัน นับแต่ยึดไว้ซึ่งตกเป็นของรัฐตามมาตรา ๓๕ แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.๒๕๓๐ ให้ส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางให้กองสรรพาวุธ เมื่อของกลางนั้นตกเป็นของรัฐ

          ๓. การดำเนินการกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง
               เมื่อกองสรรพาวุธได้รับของกลางที่ส่งให้เก็บรักษาแล้วให้ปฏิบัติดังนี้
                ๓.๑  ถ้าเป็นยุทธภัณฑ์ ให้ส่งให้กระทรวงกลาโหมเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควรตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.๒๕๓๐ มาตรา ๓๗
                ๓.๒  ถ้าไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจแยกประเภทเพื่อดูว่าอาวุธปืนกระบอกใดยังมีสภาพดีอยู่และมีมาตรฐานตรงกับความต้องการตามที่ทางราชการกำหนดไว้ ให้ขึ้นทะเบียนไว้ใช้ในราชการ หากอาวุธปืนกระบอกใดชำรุดจนถึงขนาดซ่อมแซมไม่ได้ หรือใช้การไม่ได้ ให้ทำลายหรือถอดปรนเอาชิ้นส่วนที่ใช้การได้ ไว้ใช้ในราชการ ให้ขออนุมัติต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

          ๔. การตรวจสอบ
                ๔.๑  ให้ผู้บังคับการที่รับผิดชอบ สภ. หรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน ควบคุม กำกับดูแล ให้พนักงานสอบสวนและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัด
                ๔.๒  ให้สำนักงานจเรตำรวจตรวจสอบการปฏิบัติของหน่วยที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัด หากพบว่าผู้ใดไม่ปฏิบัติ ให้รายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณาข้อบกพร่องตามความเหมาะสม.

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

ระเบียบการตำรวจฯ เรื่อง ของกลาง

บทที่ 1  ของกลาง
               ข้อ 413  คำว่า "ของกลาง" นั้นหมายความว่า วัตถุใด ๆ หรือทรัพย์สินซึ่งตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าพนักงานโดยอำนาจแห่งกฎหมาย หรือโดยหน้าที่ในทางราชการ และยึดไว้เป็นของกลาง เพื่อพิสูจน์ในทางคดี หรือเพื่อจัดการอย่างอื่นตามหน้าที่ราชการ
               1.  ของกลางในคดีอาญา คือ สิ่งของที่เกี่ยวข้องจัดการทางคดีอาญา เช่น สิ่งของที่บุคคลมีไว้เป็นความผิด หรือสิ่งของที่ใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิด
               2.  ของกลางอย่างอื่น คือ ของกลางที่ไม่เข้าอยู่ในลักษณะของกลางในคดีอาญา เช่น ของที่เก็บตก หล่น หลุด ลอยได้ เป็นต้น
               ข้อ 414  การเก็บรักษาและจำหน่ายของกลาง ในเขตตำรวจนครบาลให้เป็นหน้าที่ของสารวัตรหรือผู้รักษาการแทนเป็นผู้เก็บรักษาของกลาง เว้นแต่
                1.  ของกลางในคดีอาญานี้ มีข้อโต้เถียงถึงตำหนิรูปพรรณหรือตามรูปคดี ที่ศาลจะนำพิจารณาเรื่อง ๆ ไป และของกลางไม่ใช่ของมากใหญ่โตหรือเป็นปศุสัตว์หรือสัตว์พาหนะ เมื่อพนักงานอัยการขอให้ส่งของกลางนั้น ก็ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทนเป็นผู้จัดการส่ง
                2.  ของกลางในคดีอาญาซึ่งเกี่ยวแก่กรมใด กระทรวงใด มีระเบียบหรือข้อตกลงไว้โดยเฉพาะ เช่น เรือ เครื่องมือจับสัตว์น้ำ ฝิ่น สุรา ยาสูบ ไม้ ยาเสพติดให้โทษ น้ำมันเบนซิน หรือของกลางในการกระทำผิดพระราชบัญญัติศุลกากร ฯลฯ ก็ให้ไปตามระเบียบหรือข้อตกลงนั้น ๆ
                ข้อ 415  ของกลางที่ศาลเป็นผู้เก็บรักษานั้น เมื่อศาลเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะเก็บรักษาไว้ต่อไป ศาลจะแจ้งให้พนักงานอัยการ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรับของกลางมาเก็บรักษา ก็ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทนที่ส่งของกลางไป จัดการกลับมาเก็บรักษาไว้ต่อไป เมื่อคดีถึงที่สุดศาลสั่ง หรือพิพากษาเกี่ยวกับของกลางนั้นอย่างไรให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทนจัดการตามคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลต่อไป คือ
                1.  ถ้าของกลางยึดไว้ที่สถานีตำรวจ ก็ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทน จัดการขายทอดตลาด หรือ ส่งคืนให้แก่ผู้มีสิทธิ์รับคืนไป ตามคำพิพากษานั้น ๆ ในเวลาอันควร
                2.  ถ้าของกลางนั้นศาลสั่งคืนเจ้าของ ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทนจัดการติดต่อนำเจ้าของไปขอรับจากศาล หรือไปรับจากศาลเอง แล้วลงบัญชีกับรายงานประจำวัน ให้เจ้าของลงนามรับไปก็ได้ เว้นไว้แต่ของกลางนั้นเจ้าของไปรับคืนจากศาลเอง
                     ถ้าศาลไม่ได้สั่งการเกี่ยวแก่ของกลาง ก็ให้ผู้รักษาติดต่อกับพนักงานอัยการผู้ว่าคดีนั้น ยื่นคำร้องขอคำสั่งศาลเกี่ยวกับของกลางนั้นต่อไป ถ้าศาลสั่งว่าของกลางนั้นเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินการ ก็พิจารณาดำเนินการไปตามความเหมาะสมได้
               ข้อ 416  ของกลางสิ่งใดที่จะขายทอดตลาด ถ้าเห็นว่าของกลางนั้นเป็นประโยชน์ใช้ในราชการตำรวจได้ ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทน รายงานเสนอเหตุผลไปยังผู้บังคับการหรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้พิจารณาสั่งก่อนขายทอดตลาด
                ข้อ 417  การขายทอดตลาดของกลาง ให้ตั้งกรรมการประกอบด้วย สารวัตรหรือผู้รักษาการแทน เป็นประธาน มีตำรวจชั้นสัญญาบัตร 1 นาย ชั้นประทวน 1 นาย เป็นกรรมการพิจารณาขาย ให้ได้ราคาใกล้ชิดกับท้องตลาดในขณะนั้น
                ข้อ 418  การเก็บรักษาของกลางให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
                (1)  ของกลางสิ่งใดมาถึงสถานีตำรวจ ให้พนักงานสอบสวน จดรูปพรรณสิ่งของลงในรายงานประจำวันและสมุดยึดทรัพย์ของกลาง แล้วเขียนเลขลำดับที่ยึดทรัพย์ติดไว้กับสิ่งของนั้นให้มั่นคง อย่าให้หลุดหรือสูญหายได้ และเก็บของกลางนั้นไว้ในหรือตู้เก็บของกลางใส่กุญแจให้เรียบร้อย เว้นแต่ ของกลางนั้นมีค่ามาก เช่น เครื่องเพชร เครื่องทองรูปพรรณ เงินจำนวนมาก หรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ หากเก็บรักษาที่สถานีตำรวจจะไม่มั่นคง ในกรุงเทพมหานครให้ส่งของกลางนั้นไปฝากไว้ที่หน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัด แต่หากเก็บรักษาไว้ที่หน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัดจะไม่มั่นคง ให้ส่งของกลางนั้นไปฝากไว้ที่กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในลักษณะหีบห่อ

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

การยึดและคืนรถของกลาง

การยึดและการคืนรถยนต์ของกลางในคดี พ.ร.บ.จราจรทางบก
                 อ้างถึง ข้อบังคับการเก็บรักษาของกลาง กระทรวงมหาดไทย  พ.ศ.๒๔๘๐ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๐๔ , ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑๕ บทที่ ๑ และ ๙  ลักษณะที่ ๑๘ บทที่ ๓ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๒๔ ลง ๔ มีนาคม ๒๕๒๔) , บันทึกกองคดี กรมตำรวจ ที่ ๐๕๐๓/๒๑๙๒๓ ลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๓ เรื่อง หลักเกณฑ์การคืนรถยนต์ของกลางตาม  พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ และ บันทึกกองคดี กรมตำรวจ ที่  ๐๖๐๖.๖/๑๕๓๒๐ ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๐ เรื่อง การคืนรถยนต์ของกลางตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒
                 เพื่ออนุวัตรให้เป็นไปตามข้อบังคับและประมวลระเบียบการดังกล่าวข้างต้น จึงวางหลักปฏิบัติเกี่ยวกับรถของกลาง ดังต่อไปนี้
                 ความหมาย
                 คำว่า “รถ” หมายถึง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ รถใช้งานเกษตรกรรม รถจักรยาน เกวียน รถลาก รถจ้าง ( ป.ระเบียบเกี่ยวกับคดี  ลักษณะที่ ๑๕ บทที่ ๙ ข้อ ๑ )
                 คำว่า “รถของกลาง” หมายถึง รถซึ่งตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่โดยอำนาจแห่งกฎหมาย หรือ โดยหน้าที่ในราชการและยึดไว้เพื่อพิสูจน์ในทางคดี หรือจัดการอย่างอื่นตามหน้าที่ราชการ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
                 (๑)  รถของกลางในคดีอาญา  คือ รถของกลางที่เกี่ยวข้องต้องจัดการทางคดีอาญา  เช่น  รถที่ต้องเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด  เป็นต้น
                 (๒)  รถของกลางอย่างอื่น คือ รถของกลางที่ไม่เข้าอยู่ในลักษณะรถของกลางในคดีอาญา เช่น รถที่ตกอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่โดยหน้าที่ในราชการ เพื่อจัดการอย่างอื่นตามหน้าที่ราชการ เป็นต้น              
(ข้อบังคับการเก็บรักษาของกลาง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.๒๔๘๐ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๐๔ ข้อ ๔.๕  และ ป.ระเบียบเกี่ยวกับคดี  ลักษณะที่ ๑๕  บทที่ ๑ ข้อ ๔๑๓ และบทที่ ๙ ข้อ ๒)

แนวทางในการปฏิบัติ
                  โดยปกติทั่วไปแล้ว รถจะตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นรถของกลางได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการทำการยึดมาไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หรือเพื่อจัดการตามหน้าที่ราชการ  ดังนั้น
                  จึงอาจแบ่งการยึดรถของกลางของเจ้าหน้าที่ตำรวจออกเป็น กรณีต่าง ๆ ดังนี้  คือ
                      กรณีที่ ๑  การตรวจยึดไว้เพื่อการจัดการตามหน้าที่ราชการไม่เกี่ยวกับคดีอาญา
                      กรณีที่ ๒  การตรวจยึดไว้เพื่อเป็นรถของกลางในคดีอาญา
                      กรณีที่ ๓  การตรวจยึดไว้เพื่อเป็นรถของกลางในคดีจราจร
                      การปฏิบัติต่อรถของกลางที่ทำการตรวจยึดไว้

กรณีที่ ๑ 
การตรวจยึดไว้เพื่อการจัดการตามหน้าที่ราชการไม่เกี่ยวกับคดีอาญา ให้ปฏิบัติ  ดังนี้
                     ๑. กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดรถของกลางไว้แล้ว ให้ผู้ยึดนำรถส่งพนักงานสอบสวนโดยด่วน และให้พนักงานสอบสวนประกาศหาเจ้าของ หรือผู้มีสิทธิ์เพื่อมาขอรับรถคืนต่อไป
                     ๒. เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับรถของกลางไว้แล้ว ให้ลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับรถของกลาง อันจะเป็นเหตุให้เจ้าของ หรือผู้มีสิทธิ์ จะรับรถของกลางคืนนั้น ทราบว่าเป็นรถของกลาง
                     ๓. พนักงานสอบสวนต้องทำการตรวจสอบหลักฐานหรือส่งรถของกลางไปตรวจพิสูจน์ยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทะเบียนประวัติอาชญากรรม ศปร. กรมการขนส่งทางบก กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร บริษัทตัวแทนจำหน่าย เป็นต้นโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจะต้องดำเนินการดังกล่าวนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลา ๓ เดือน นับแต่วันที่ยึดรถ หากไม่เสร็จสิ้นภายในกำหนดให้เสนอขออนุมัติ ขยายเวลาต่อผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาดเพื่อพิจารณาสั่งการ (สำหรับในกรณีจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพฯ ผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด )

การเก็บรักษาของกลางทั่วไป

การปฏิบัติเกี่ยวกับของกลาง
                ๑. ของกลางที่ศาลเป็นผู้เก็บรักษานั้น เมื่อศาลเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะเก็บรักษาไว้ต่อไป ศาลจะแจ้งให้พนักงานอัยการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรับของกลางมาเก็บรักษา ก็ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทนที่ส่งของกลางไปจัดการ รับมาเก็บรักษาไว้ต่อไป เมื่อคดีถึงที่สุด ศาลสั่งหรือพิพากษาเกี่ยวกับของกลางนั้นอย่างไร ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทนจัดการตามคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลต่อไป คือ
                     (๑) ถ้าของกลางที่ยึดไว้ที่สถานีตำรวจ ก็ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทน จัดการขายทอดตลาด (ดำเนินการตามระเบียบฯ)  หรือส่งคืนให้แก่ผู้มีสิทธิ์รับคืนไป ตามคำพิพากษานั้น ๆ ในเวลาอันควร
                     (๒) ถ้าของกลางนั้น ศาลสั่งคืนเจ้าของ ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทน จัดการติดต่อนำเจ้าของไปขอรับจากศาล หรือไปรับจากศาลเองแล้วลงบัญชีกับรายงานประจำวันให้เจ้าของลงนามรับไปก็ได้ เว้นไว้แต่ของกลางนั้นเจ้าของไปรับคืนจากศาลเอง
                           ถ้าศาลมิได้สั่งการเกี่ยวกับของกลาง ก็ให้ผู้รักษาติดต่อกับพนักงานอัยการผู้ว่าคดีนั้น ยื่นคำร้องขอคำสั่งศาลเกี่ยวกับของกลางนั้นต่อไป ถ้าศาลสั่งว่าของกลางนั้นเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินการ ก็พิจารณาดำเนินการไปตามความเหมาะสมได้ (ป.เกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๑๕ บทที่ ๑ ข้อ ๔๑๕)
              ๒. ของกลางสิ่งใดที่จะขายทอดตลาด ถ้าเห็นว่าของกลางนั้นเป็นประโยชน์ใช้ในราชการตำรวจได้ ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทน รายงานเสนอเหตุผลไปยังผู้บังคับการหรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้พิจารณาสั่งก่อนขายทอดตลาด  (ป.เกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๑๕ บทที่ ๑ ข้อ ๔๑๖)
              ๓. การขายทอดตลาดของกลาง ให้ตั้งกรรมการประกอบด้วย หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทนเป็นประธาน และมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ๑ นาย ชั้นประทวน ๑ นาย เป็นกรรมการพิจารณาขาย ให้ได้ราคาใกล้กับราคาท้องตลาดในขณะนั้น  (ป. เกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๑๕ บทที่ ๑ ข้อ ๔๑๗)
             ๔. การเก็บรักษาของกลางให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
                   (๑) ของกลางสิ่งใดมาถึงสถานีตำรวจ ให้พนักงานสอบสวนจดรูปพรรณสิ่งของลงในรายงานประจำวันและสมุดยึดทรัพย์ของกลาง แล้วเขียนเลขลำดับที่ยึดทรัพย์ติดไว้กับสิ่งของนั้นให้มั่นคง อย่าให้หลุดหรือสูญหายได้และเก็บของกลางนั้นไว้ในหีบ หรือตู้เก็บของกลาง ใส่กุญแจให้เรียบร้อย  เว้นแต่ของกลางนั้นมีค่ามาก  เช่น  เครื่องเพชร  เครื่องทองรูปพรรณ  เงินจำนวนมาก หรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ ให้เก็บรักษาไว้ในกำปั่น
                        การยึด การมอบ การรับคืนของกลาง ให้ผู้ยึด ผู้มอบ ผู้รับ ลงชื่อไว้ในสมุดยึดทรัพย์ของกลางและรายงานประจำวันเป็นสำคัญ
                   (๒) ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้รับผิดชอบเก็บรักษาลูกกุญแจและหีบของกลาง
                   (๓) ของกลางที่เก็บรักษาไว้นั้น เมื่อเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะเก็บรักษาไว้ต่อไป ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๙.๑ , ๙.๒  หรือ ๙.๓  แล้วแต่กรณี
                   (๔) ของกลางในคดีอาญาที่ทราบตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืนอยู่แล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ได้แจ้งหรือประกาศให้ทราบ  แต่ผู้นั้นยังไม่ได้มารับของไปเกินกว่า ๑ ปี นับแต่วันที่แจ้งหรือประกาศให้ทราบ ก็ให้ริบของนั้นเป็นของรัฐบาล และหมายเหตุไว้ในบัญชี แล้วจัดการต่อไปดังเช่นของที่ต้องริบ
                   (๕) ของกลางในคดีอาญาที่ไม่ทราบตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืน ให้ประกาศหาเจ้าของภายใน ๕ ปี นับแต่วันประกาศ ถ้าไม่ได้ตัวผู้มีสิทธิมารับของนั้น ก็ให้ริบเป็นของรัฐบาลและให้จัดการทำนองเดียวกัน
                          อนึ่ง ถ้าปรากฏตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืนในระหว่างเวลาประกาศ และเจ้าหน้าที่ผู้รักษาได้แจ้ง ให้ทราบแล้วแต่ผู้นั้นยังไม่มารับของคืนไปเช่นนี้ การที่จะริบเป็นของรัฐบาลให้ถือกำหนดเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้มีสิทธิได้ทราบ  ถ้ากำหนดเวลา ๕ ปี ที่ประกาศไว้จะถึงกำหนดเวลาที่เร็วกว่า ก็ให้ถือกำหนดเวลาที่เร็วกว่านั้น