วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

การปฏิบัติเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

การปฏิบัติเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง 
ตามคำสั่ง ตร.ที่ ๕๒๓/๒๕๕๗ ลง ๒๙ ก.ย.๒๕๕๗

          ๑. การส่งไปตรวจพิสูจน์
               ๑.๑ หน่วยงานที่ตรวจพิสูจน์
                      (๑) สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตรวจเฉพาะอาวุธปืนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องต่ำกว่า ๔๐ มม. และเครื่องกระสุนปืนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่ำกว่า ๔๐ มม. โดยมีวัตถุประสงค์การตรวจพิสูจน์ ดังนี้
                           - ของกลางใช้ยิงมาแล้วหรือไม่
                           - ของกลาง เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.๒๔๙๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่
                          - ของกลาง เป็นชนิดใด ขนาดใด
                          - ของกลาง เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้หรือไม่
                          - ของกลาง ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้หรือไม่
                          - อาวุธปืนของกลาง มีรอยขูดลบแก้ไขเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนหรือไม่
                          - ตรวจเปรียบเทียบลูกกระสุนปืน/ปลอกกระสุนปืน ที่ได้จากที่เกิดเหตุกับปืนต้องสงสัย
                      (๒) กองสรรพาวุธ มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์ อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนนอกเหนือจากข้อ (๑)
              ๑.๒ ระยะเวลาการตรวจพิสูจน์ และการดำเนินการตรวจพิสูจน์
                   พนักงานสอบสวน จะต้องส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตรวจพิสูจน์ที่หน่วยตรวจพิสูจน์โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๓ วันทำการ นับแต่ได้รับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง
                   สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ หรือกองสรรพาวุธ ตรวจพิสูจน์ของกลางให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่ได้รับ หากมีเหตุผลความจำเป็นไม่สามารถตรวจพิสูจน์ให้แล้วเสร็จ ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ประสานแจ้งพนักงานสอบสวนเป็นกรณี ๆ ไป
                   พนักงานสอบสวน ต้องไปรับผลการตรวจพิสูจน์พร้อมของกลางกลับไปจากหน่วยตรวจพิสูจน์ ภายใน ๗ วัน นับจากวันที่ครบกำหนด ๓๐ วันดังกล่าว หรือวันที่ได้รับแจ้งจากผู้ตรวจพิสูจน์ว่าผลการตรวจพิสูจน์แล้วเสร็จ

           ๒. การเก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง
                 ๒.๑  นอกจากของกลางที่จะต้องคืนให้แก่ผู้มีสิทธิเรียกร้องคืนตามกฎหมาย ให้เก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน หรือกรณีที่ต้องส่งให้กองสรรพาวุธตาม ๒.๒
                      ระหว่างเก็บรักษา ให้หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน ซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาของกลางตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนและดำเนินการกับของกลางตาม ๒.๒ โดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ ๓๐ กันยายน ของทุกปี
                 ๒.๒  การส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางให้กองสรรพาวุธเก็บรักษา ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
                        -  ต้องเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบเป็นของแผ่นดิน หรือ
                        -  ต้องเป็นของกลางในคดีอาญาที่ตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมาย
                        -  กรณีไม่ปรากฎว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด หรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ ให้ส่งของกลางให้กองสรรพาวุธ เมื่อพ้นอายุความคดีอาญา ยกเว้นกรณี ดังนี้
                        -  กรณีไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดรวมทั้งของกลางเป็นยุทธภัณฑ์ ถ้าในขณะยึดไม่ปรากฏว่าผู้ใดสั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี และไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี เพื่อขอรับคืนภายใน ๖๐ วัน นับแต่ยึดไว้ซึ่งตกเป็นของรัฐตามมาตรา ๓๕ แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.๒๕๓๐ ให้ส่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางให้กองสรรพาวุธ เมื่อของกลางนั้นตกเป็นของรัฐ

          ๓. การดำเนินการกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง
               เมื่อกองสรรพาวุธได้รับของกลางที่ส่งให้เก็บรักษาแล้วให้ปฏิบัติดังนี้
                ๓.๑  ถ้าเป็นยุทธภัณฑ์ ให้ส่งให้กระทรวงกลาโหมเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควรตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.๒๕๓๐ มาตรา ๓๗
                ๓.๒  ถ้าไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจแยกประเภทเพื่อดูว่าอาวุธปืนกระบอกใดยังมีสภาพดีอยู่และมีมาตรฐานตรงกับความต้องการตามที่ทางราชการกำหนดไว้ ให้ขึ้นทะเบียนไว้ใช้ในราชการ หากอาวุธปืนกระบอกใดชำรุดจนถึงขนาดซ่อมแซมไม่ได้ หรือใช้การไม่ได้ ให้ทำลายหรือถอดปรนเอาชิ้นส่วนที่ใช้การได้ ไว้ใช้ในราชการ ให้ขออนุมัติต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

          ๔. การตรวจสอบ
                ๔.๑  ให้ผู้บังคับการที่รับผิดชอบ สภ. หรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน ควบคุม กำกับดูแล ให้พนักงานสอบสวนและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัด
                ๔.๒  ให้สำนักงานจเรตำรวจตรวจสอบการปฏิบัติของหน่วยที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัด หากพบว่าผู้ใดไม่ปฏิบัติ ให้รายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณาข้อบกพร่องตามความเหมาะสม.

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

ระเบียบการตำรวจฯ เรื่อง ของกลาง

บทที่ 1  ของกลาง
               ข้อ 413  คำว่า "ของกลาง" นั้นหมายความว่า วัตถุใด ๆ หรือทรัพย์สินซึ่งตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าพนักงานโดยอำนาจแห่งกฎหมาย หรือโดยหน้าที่ในทางราชการ และยึดไว้เป็นของกลาง เพื่อพิสูจน์ในทางคดี หรือเพื่อจัดการอย่างอื่นตามหน้าที่ราชการ
               1.  ของกลางในคดีอาญา คือ สิ่งของที่เกี่ยวข้องจัดการทางคดีอาญา เช่น สิ่งของที่บุคคลมีไว้เป็นความผิด หรือสิ่งของที่ใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิด
               2.  ของกลางอย่างอื่น คือ ของกลางที่ไม่เข้าอยู่ในลักษณะของกลางในคดีอาญา เช่น ของที่เก็บตก หล่น หลุด ลอยได้ เป็นต้น
               ข้อ 414  การเก็บรักษาและจำหน่ายของกลาง ในเขตตำรวจนครบาลให้เป็นหน้าที่ของสารวัตรหรือผู้รักษาการแทนเป็นผู้เก็บรักษาของกลาง เว้นแต่
                1.  ของกลางในคดีอาญานี้ มีข้อโต้เถียงถึงตำหนิรูปพรรณหรือตามรูปคดี ที่ศาลจะนำพิจารณาเรื่อง ๆ ไป และของกลางไม่ใช่ของมากใหญ่โตหรือเป็นปศุสัตว์หรือสัตว์พาหนะ เมื่อพนักงานอัยการขอให้ส่งของกลางนั้น ก็ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทนเป็นผู้จัดการส่ง
                2.  ของกลางในคดีอาญาซึ่งเกี่ยวแก่กรมใด กระทรวงใด มีระเบียบหรือข้อตกลงไว้โดยเฉพาะ เช่น เรือ เครื่องมือจับสัตว์น้ำ ฝิ่น สุรา ยาสูบ ไม้ ยาเสพติดให้โทษ น้ำมันเบนซิน หรือของกลางในการกระทำผิดพระราชบัญญัติศุลกากร ฯลฯ ก็ให้ไปตามระเบียบหรือข้อตกลงนั้น ๆ
                ข้อ 415  ของกลางที่ศาลเป็นผู้เก็บรักษานั้น เมื่อศาลเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะเก็บรักษาไว้ต่อไป ศาลจะแจ้งให้พนักงานอัยการ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรับของกลางมาเก็บรักษา ก็ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทนที่ส่งของกลางไป จัดการกลับมาเก็บรักษาไว้ต่อไป เมื่อคดีถึงที่สุดศาลสั่ง หรือพิพากษาเกี่ยวกับของกลางนั้นอย่างไรให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทนจัดการตามคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลต่อไป คือ
                1.  ถ้าของกลางยึดไว้ที่สถานีตำรวจ ก็ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทน จัดการขายทอดตลาด หรือ ส่งคืนให้แก่ผู้มีสิทธิ์รับคืนไป ตามคำพิพากษานั้น ๆ ในเวลาอันควร
                2.  ถ้าของกลางนั้นศาลสั่งคืนเจ้าของ ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทนจัดการติดต่อนำเจ้าของไปขอรับจากศาล หรือไปรับจากศาลเอง แล้วลงบัญชีกับรายงานประจำวัน ให้เจ้าของลงนามรับไปก็ได้ เว้นไว้แต่ของกลางนั้นเจ้าของไปรับคืนจากศาลเอง
                     ถ้าศาลไม่ได้สั่งการเกี่ยวแก่ของกลาง ก็ให้ผู้รักษาติดต่อกับพนักงานอัยการผู้ว่าคดีนั้น ยื่นคำร้องขอคำสั่งศาลเกี่ยวกับของกลางนั้นต่อไป ถ้าศาลสั่งว่าของกลางนั้นเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินการ ก็พิจารณาดำเนินการไปตามความเหมาะสมได้
               ข้อ 416  ของกลางสิ่งใดที่จะขายทอดตลาด ถ้าเห็นว่าของกลางนั้นเป็นประโยชน์ใช้ในราชการตำรวจได้ ให้สารวัตรหรือผู้รักษาการแทน รายงานเสนอเหตุผลไปยังผู้บังคับการหรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้พิจารณาสั่งก่อนขายทอดตลาด
                ข้อ 417  การขายทอดตลาดของกลาง ให้ตั้งกรรมการประกอบด้วย สารวัตรหรือผู้รักษาการแทน เป็นประธาน มีตำรวจชั้นสัญญาบัตร 1 นาย ชั้นประทวน 1 นาย เป็นกรรมการพิจารณาขาย ให้ได้ราคาใกล้ชิดกับท้องตลาดในขณะนั้น
                ข้อ 418  การเก็บรักษาของกลางให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
                (1)  ของกลางสิ่งใดมาถึงสถานีตำรวจ ให้พนักงานสอบสวน จดรูปพรรณสิ่งของลงในรายงานประจำวันและสมุดยึดทรัพย์ของกลาง แล้วเขียนเลขลำดับที่ยึดทรัพย์ติดไว้กับสิ่งของนั้นให้มั่นคง อย่าให้หลุดหรือสูญหายได้ และเก็บของกลางนั้นไว้ในหรือตู้เก็บของกลางใส่กุญแจให้เรียบร้อย เว้นแต่ ของกลางนั้นมีค่ามาก เช่น เครื่องเพชร เครื่องทองรูปพรรณ เงินจำนวนมาก หรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ หากเก็บรักษาที่สถานีตำรวจจะไม่มั่นคง ในกรุงเทพมหานครให้ส่งของกลางนั้นไปฝากไว้ที่หน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัด แต่หากเก็บรักษาไว้ที่หน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัดจะไม่มั่นคง ให้ส่งของกลางนั้นไปฝากไว้ที่กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในลักษณะหีบห่อ

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

การยึดและคืนรถของกลาง

การยึดและการคืนรถยนต์ของกลางในคดี พ.ร.บ.จราจรทางบก
                 อ้างถึง ข้อบังคับการเก็บรักษาของกลาง กระทรวงมหาดไทย  พ.ศ.๒๔๘๐ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๐๔ , ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑๕ บทที่ ๑ และ ๙  ลักษณะที่ ๑๘ บทที่ ๓ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๒๔ ลง ๔ มีนาคม ๒๕๒๔) , บันทึกกองคดี กรมตำรวจ ที่ ๐๕๐๓/๒๑๙๒๓ ลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๓ เรื่อง หลักเกณฑ์การคืนรถยนต์ของกลางตาม  พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ และ บันทึกกองคดี กรมตำรวจ ที่  ๐๖๐๖.๖/๑๕๓๒๐ ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๐ เรื่อง การคืนรถยนต์ของกลางตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒
                 เพื่ออนุวัตรให้เป็นไปตามข้อบังคับและประมวลระเบียบการดังกล่าวข้างต้น จึงวางหลักปฏิบัติเกี่ยวกับรถของกลาง ดังต่อไปนี้
                 ความหมาย
                 คำว่า “รถ” หมายถึง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ รถใช้งานเกษตรกรรม รถจักรยาน เกวียน รถลาก รถจ้าง ( ป.ระเบียบเกี่ยวกับคดี  ลักษณะที่ ๑๕ บทที่ ๙ ข้อ ๑ )
                 คำว่า “รถของกลาง” หมายถึง รถซึ่งตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่โดยอำนาจแห่งกฎหมาย หรือ โดยหน้าที่ในราชการและยึดไว้เพื่อพิสูจน์ในทางคดี หรือจัดการอย่างอื่นตามหน้าที่ราชการ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
                 (๑)  รถของกลางในคดีอาญา  คือ รถของกลางที่เกี่ยวข้องต้องจัดการทางคดีอาญา  เช่น  รถที่ต้องเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด  เป็นต้น
                 (๒)  รถของกลางอย่างอื่น คือ รถของกลางที่ไม่เข้าอยู่ในลักษณะรถของกลางในคดีอาญา เช่น รถที่ตกอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่โดยหน้าที่ในราชการ เพื่อจัดการอย่างอื่นตามหน้าที่ราชการ เป็นต้น              
(ข้อบังคับการเก็บรักษาของกลาง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.๒๔๘๐ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๐๔ ข้อ ๔.๕  และ ป.ระเบียบเกี่ยวกับคดี  ลักษณะที่ ๑๕  บทที่ ๑ ข้อ ๔๑๓ และบทที่ ๙ ข้อ ๒)

แนวทางในการปฏิบัติ
                  โดยปกติทั่วไปแล้ว รถจะตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นรถของกลางได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการทำการยึดมาไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หรือเพื่อจัดการตามหน้าที่ราชการ  ดังนั้น
                  จึงอาจแบ่งการยึดรถของกลางของเจ้าหน้าที่ตำรวจออกเป็น กรณีต่าง ๆ ดังนี้  คือ
                      กรณีที่ ๑  การตรวจยึดไว้เพื่อการจัดการตามหน้าที่ราชการไม่เกี่ยวกับคดีอาญา
                      กรณีที่ ๒  การตรวจยึดไว้เพื่อเป็นรถของกลางในคดีอาญา
                      กรณีที่ ๓  การตรวจยึดไว้เพื่อเป็นรถของกลางในคดีจราจร
                      การปฏิบัติต่อรถของกลางที่ทำการตรวจยึดไว้

กรณีที่ ๑ 
การตรวจยึดไว้เพื่อการจัดการตามหน้าที่ราชการไม่เกี่ยวกับคดีอาญา ให้ปฏิบัติ  ดังนี้
                     ๑. กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดรถของกลางไว้แล้ว ให้ผู้ยึดนำรถส่งพนักงานสอบสวนโดยด่วน และให้พนักงานสอบสวนประกาศหาเจ้าของ หรือผู้มีสิทธิ์เพื่อมาขอรับรถคืนต่อไป
                     ๒. เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับรถของกลางไว้แล้ว ให้ลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับรถของกลาง อันจะเป็นเหตุให้เจ้าของ หรือผู้มีสิทธิ์ จะรับรถของกลางคืนนั้น ทราบว่าเป็นรถของกลาง
                     ๓. พนักงานสอบสวนต้องทำการตรวจสอบหลักฐานหรือส่งรถของกลางไปตรวจพิสูจน์ยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทะเบียนประวัติอาชญากรรม ศปร. กรมการขนส่งทางบก กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร บริษัทตัวแทนจำหน่าย เป็นต้นโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจะต้องดำเนินการดังกล่าวนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลา ๓ เดือน นับแต่วันที่ยึดรถ หากไม่เสร็จสิ้นภายในกำหนดให้เสนอขออนุมัติ ขยายเวลาต่อผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาดเพื่อพิจารณาสั่งการ (สำหรับในกรณีจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพฯ ผู้มีอำนาจอนุมัติขายทอดตลาด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด )

การเก็บรักษาของกลางทั่วไป

การปฏิบัติเกี่ยวกับของกลาง
                ๑. ของกลางที่ศาลเป็นผู้เก็บรักษานั้น เมื่อศาลเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะเก็บรักษาไว้ต่อไป ศาลจะแจ้งให้พนักงานอัยการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรับของกลางมาเก็บรักษา ก็ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทนที่ส่งของกลางไปจัดการ รับมาเก็บรักษาไว้ต่อไป เมื่อคดีถึงที่สุด ศาลสั่งหรือพิพากษาเกี่ยวกับของกลางนั้นอย่างไร ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทนจัดการตามคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลต่อไป คือ
                     (๑) ถ้าของกลางที่ยึดไว้ที่สถานีตำรวจ ก็ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทน จัดการขายทอดตลาด (ดำเนินการตามระเบียบฯ)  หรือส่งคืนให้แก่ผู้มีสิทธิ์รับคืนไป ตามคำพิพากษานั้น ๆ ในเวลาอันควร
                     (๒) ถ้าของกลางนั้น ศาลสั่งคืนเจ้าของ ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทน จัดการติดต่อนำเจ้าของไปขอรับจากศาล หรือไปรับจากศาลเองแล้วลงบัญชีกับรายงานประจำวันให้เจ้าของลงนามรับไปก็ได้ เว้นไว้แต่ของกลางนั้นเจ้าของไปรับคืนจากศาลเอง
                           ถ้าศาลมิได้สั่งการเกี่ยวกับของกลาง ก็ให้ผู้รักษาติดต่อกับพนักงานอัยการผู้ว่าคดีนั้น ยื่นคำร้องขอคำสั่งศาลเกี่ยวกับของกลางนั้นต่อไป ถ้าศาลสั่งว่าของกลางนั้นเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินการ ก็พิจารณาดำเนินการไปตามความเหมาะสมได้ (ป.เกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๑๕ บทที่ ๑ ข้อ ๔๑๕)
              ๒. ของกลางสิ่งใดที่จะขายทอดตลาด ถ้าเห็นว่าของกลางนั้นเป็นประโยชน์ใช้ในราชการตำรวจได้ ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทน รายงานเสนอเหตุผลไปยังผู้บังคับการหรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้พิจารณาสั่งก่อนขายทอดตลาด  (ป.เกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๑๕ บทที่ ๑ ข้อ ๔๑๖)
              ๓. การขายทอดตลาดของกลาง ให้ตั้งกรรมการประกอบด้วย หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทนเป็นประธาน และมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ๑ นาย ชั้นประทวน ๑ นาย เป็นกรรมการพิจารณาขาย ให้ได้ราคาใกล้กับราคาท้องตลาดในขณะนั้น  (ป. เกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๑๕ บทที่ ๑ ข้อ ๔๑๗)
             ๔. การเก็บรักษาของกลางให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
                   (๑) ของกลางสิ่งใดมาถึงสถานีตำรวจ ให้พนักงานสอบสวนจดรูปพรรณสิ่งของลงในรายงานประจำวันและสมุดยึดทรัพย์ของกลาง แล้วเขียนเลขลำดับที่ยึดทรัพย์ติดไว้กับสิ่งของนั้นให้มั่นคง อย่าให้หลุดหรือสูญหายได้และเก็บของกลางนั้นไว้ในหีบ หรือตู้เก็บของกลาง ใส่กุญแจให้เรียบร้อย  เว้นแต่ของกลางนั้นมีค่ามาก  เช่น  เครื่องเพชร  เครื่องทองรูปพรรณ  เงินจำนวนมาก หรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ ให้เก็บรักษาไว้ในกำปั่น
                        การยึด การมอบ การรับคืนของกลาง ให้ผู้ยึด ผู้มอบ ผู้รับ ลงชื่อไว้ในสมุดยึดทรัพย์ของกลางและรายงานประจำวันเป็นสำคัญ
                   (๒) ให้ หน.สถานี หรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้รับผิดชอบเก็บรักษาลูกกุญแจและหีบของกลาง
                   (๓) ของกลางที่เก็บรักษาไว้นั้น เมื่อเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะเก็บรักษาไว้ต่อไป ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๙.๑ , ๙.๒  หรือ ๙.๓  แล้วแต่กรณี
                   (๔) ของกลางในคดีอาญาที่ทราบตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืนอยู่แล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ได้แจ้งหรือประกาศให้ทราบ  แต่ผู้นั้นยังไม่ได้มารับของไปเกินกว่า ๑ ปี นับแต่วันที่แจ้งหรือประกาศให้ทราบ ก็ให้ริบของนั้นเป็นของรัฐบาล และหมายเหตุไว้ในบัญชี แล้วจัดการต่อไปดังเช่นของที่ต้องริบ
                   (๕) ของกลางในคดีอาญาที่ไม่ทราบตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืน ให้ประกาศหาเจ้าของภายใน ๕ ปี นับแต่วันประกาศ ถ้าไม่ได้ตัวผู้มีสิทธิมารับของนั้น ก็ให้ริบเป็นของรัฐบาลและให้จัดการทำนองเดียวกัน
                          อนึ่ง ถ้าปรากฏตัวผู้มีสิทธิจะได้รับของคืนในระหว่างเวลาประกาศ และเจ้าหน้าที่ผู้รักษาได้แจ้ง ให้ทราบแล้วแต่ผู้นั้นยังไม่มารับของคืนไปเช่นนี้ การที่จะริบเป็นของรัฐบาลให้ถือกำหนดเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้มีสิทธิได้ทราบ  ถ้ากำหนดเวลา ๕ ปี ที่ประกาศไว้จะถึงกำหนดเวลาที่เร็วกว่า ก็ให้ถือกำหนดเวลาที่เร็วกว่านั้น

การเก็บรักษาของกลางคดีป่าไม้ ยาเสพติด และแร่

การเก็บรักษาของกลางที่มีระเบียบหรือข้อตกลงในการเก็บรักษาเป็นพิเศษ

ของกลางในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ
               ๑.  เมื่อมีคดีความผิดตามกฎหมายป่าไม้ ให้พนักงานสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีให้เสร็จโดยเร็ว สำหรับไม้ของกลางที่ตรวจยึดได้ ให้กรมป่าไม้เป็นผู้ดูแลรักษาตามระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์                                                                            
               ๒. ในกรณีที่ไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด และไม่มีผู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในไม้ของกลาง ถ้าเป็นไม้สัก ไม้ยาง ในราชอาณาจักร ให้พนักงานสอบสวนส่งคืนไม้ของกลางให้กรมป่าไม้รับไปทันที ถ้าเป็นไม้หวงห้ามอื่นให้ประกาศโฆษณาหาเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ ๓๐ วัน ถ้าไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดต่อสู้กรรมสิทธิ์และป่าไม้จังหวัดนำพยานหลักฐานมาแสดงหรือยืนยันรับรองว่าไม้ของกลางถูกตัดฟันมาจากป่าในราชอาณาจักรไทย ให้พนักงานสอบสวนคืนไม้ของกลางให้แก่กรมป่าไม้รับไปในทันที เว้นแต่ในกรณีที่พนักงานสอบสวนเห็นว่า จำเป็นจะต้องรักษาไม้ของกลางบางท่อนหรือบางส่วนไว้เพื่อประโยชน์แก่คดีต่อไป ก็อาจขอให้กรมป่าไม้รักษาไว้ก่อนก็ได้ และถ้าผู้กระทำผิดไม่ต่อสู้กรรมสิทธิ์และไม้นั้นเป็นไม้ที่เสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของของกลางนั้น ให้พนักงานป่าไม้ผู้รับผิดชอบร่วมกับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ  ทำบันทึกรายละเอียดบัญชีไม้ของกลาง ตลอดจนร่องรอยหลักฐานต่าง ๆ แล้วขออนุมัติอธิบดีกรมป่าไม้นำออกขายทอดตลาดก่อนถึงกำหนด แล้วเก็บเงินไว้แทนก็ได้  (ป. เกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๑๕ บทที่ ๗ แก้ไขโดยระเบียบ ตร. (ฉบับที่ ๒) ลง ๑๒ ต.ค.๒๕๓๒)
                ๓. ของกลางคดีป่าไม้ทุกคดี เมื่อทำการจับกุมได้ ชั้นต้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำบันทึกนำมอบให้เจ้าพนักงานป่าไม้ในท้องที่เป็นผู้เก็บรักษาไว้ หากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ก็ให้ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับไปเก็บรักษาของกลางไว้แทน
                      คำว่า  “ของกลางในคดีป่าไม้”  นอกจากไม้และของป่าผิดกฎหมายแล้ว ยังรวมถึงบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล  ซึ่งใช้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำผิด หรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๖๔ ทวิ ด้วย
                      สิ่งของกลางในคดีป่าไม้นั้น บางคดีก็เป็นไม้ท่อนจำนวนมากมาย ยากที่จะเก็บรักษาไว้ในบริเวณสถานีตำรวจได้ และบางคดีก็เป็นยานพาหนะของบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด การยึดไว้ อาจเสี่ยงต่อความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา จึงมีมติของคณะกรรมการป้องกันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำบันทึกขอมอบของกลางในคดีป่าไม้ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในท้องที่เป็นผู้เก็บรักษา เว้นแต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ปฏิเสธ จึงให้พนักงานสอบสวนพยายามดำเนินการเพื่อให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นผู้เก็บรักษาของกลางอย่างอื่นนอกจากไม้ไว้ด้วย (หนังสือ ตร.ที่ ๐๖๐๓๓/๑๐๙๒๕ ลง ๗ ก.ย.๒๕๒๗  เรื่องการเก็บรักษาของกลางในคดีความผิดตามกฎหมายป่าไม้)

ยาเสพติดให้โทษของกลาง
            อ้างถึง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา , พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ , พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ และ พ.ร.ก.ป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓  ระเบียบได้แก่ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจับ ยึดและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ และระเบียบกระทรวงสารธารณสุขว่าด้วย การเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง พ.ศ. ๒๕๔๑  ทั้งนี้ โดยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
              ๑. การตรวจรับของกลางยาเสพติด
                   (๑) พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป นำของกลางมาส่งยังสถานตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พร้อมแสดงบัตรประจำตัว เว้นแต่ยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๑ หรือ ๒ ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า ๒๐ กรัม และฝิ่น น้อยกว่า ๕๐๐ กรัม , ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ น้อยกว่า ๑ กิโลกรัม , วัตถุออกฤทธิ์ น้อยกว่า ๕ กรัม หรือน้อยกว่า ๒๐๐ เม็ด , สารระเหย น้อยกว่า ๑ กิโลกรัม , ยาเสพติดให้โทษประเภท ๔ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ส่งมอบ หรือจะส่งกับการสื่อสารแห่งประเทศไทยในจดหมายไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนได้  (ปัจจุบันมีมติที่ประชุมงานสืบสวนสอบสวนและกฎหมาย ครั้งที่ ๓/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม  ๒๕๕๐ ณ ห้องประชุม ๒ ชั้น ๒ อาคาร ๑ ตร.ว่า การรับ-ส่ง ของกลางตรวจพิสูจน์ทางไปรษณีย์ไปกองพิสูจน์หลักฐานไม่อาจกระทำได้ )
                   (๒) ของกลางที่นำมาส่ง ต้องบรรจุในภาชนะที่เรียบร้อย แข็งแรง ปิดผนึก ปิดทับด้วยแบบ ป.ป.ส.๖-๓๑
                   (๓) คณะกรรมการตรวจรับ ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยกว่า ๒ คน ในกรณีที่จำเป็น ผู้ตรวจพิสูจน์หนึ่งคน อาจดำเนินการตรวจรับร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นที่เป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร หรือข้าราชการตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป
                   (๔) การตรวจสอบของกลาง ตรวจสอบต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้นำส่ง แล้วบันทึกรายละเอียดต่าง ๆทั้งหมด ในใบตรวจรับของกลางยาเสพติด พร้อมทั้งลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน